ช่วงนี้ฟีดไถไปทางไหนก็เจอคนอวด MacBook เครื่องใหม่ หรือไม่ก็ไลฟ์ขายเครื่องมือสองราคาดีจนใจสั่น หลายคนอยากได้เครื่องแรงๆ ไว้ทำงาน ตัดคลิป หรือเรียนออนไลน์ แต่พอเห็นราคาเครื่องใหม่แล้วก็ต้องถอยกลับมามองทางเลือกที่จ่ายไหวกว่า ความรู้สึกมันผสมกันระหว่างตื่นเต้นที่อาจได้สเปกดีในงบที่จับต้องได้ กับความกังวลเล็กๆ ว่าจะได้ของที่ยังใช้ได้จริงหรือเปล่า
บรรยากาศในกลุ่มซื้อขายก็คึกคักมาก มีทั้งพ่อค้าแม่ค้าที่ถ่ายรูปสวยๆ ลงรายละเอียดครบ ไปจนถึงเพื่อนที่เพิ่งอัปเกรดแล้วอยากปล่อยเครื่องเก่า การเห็นคนรอบตัวใช้ MacBook ทำงานลื่นๆ ยิ่งทำให้อยากมีบ้าง แต่ก็รู้ว่าของมือสองต้องใช้เวลาเลือกนิดหนึ่ง ไม่ใช่แค่เห็นราคาถูกแล้วกดโอนเลย การเตรียมใจให้พร้อมว่าจะต้องดูของจริง ลองจับ ลองเปิด จะช่วยให้การซื้อครั้งนี้เป็นการลงทุนที่คุ้ม ไม่ใช่แค่การตามกระแส

ถ้าจะหา MacBook มือสองตอนนี้แหล่งที่เข้าไปดูบ่อยสุดคือเว็บตลาดอย่าง Kaidee, Mac2Hand และ studio7thailand เพราะมีของลงทุกวันตั้งแต่รุ่นเก่าอย่าง Air 2017 ที่เริ่มประมาณ 18,000 บาท ไปจนถึง Pro 2019 ที่อยู่ราว 30,000 บาท และ Pro 16 นิ้ว ปี 2021 ที่ยังแตะ 60,000 บาท ส่วนร้านออนไลน์ที่ดูน่าไว้ใจคือ BBmacservice ที่มีทีมช่างตรวจเครื่องให้ก่อนส่งและให้ประกันหลังขายมาด้วย ถ้าชอบเดินเลือกเอง MBK Center ชั้น 4-5 มีร้าน BomChatMBK ลงขาย Air Retina 13 นิ้ว ปี 2020 ราคา 10,900 บาท พร้อมประกันร้าน 1 เดือนกับประกันจออีก 1 สัปดาห์ ส่วน Fortune Town ตรง MRT พระราม 9 กับโซนไอทีชั้น 3 ของ PHENIX ประตูน้ำก็ยังเป็นดงร้านมือสองที่ต่อรองได้
การเลือกสเปกให้ตรงงานช่วยประหยัดเงินได้เยอะ ถ้าใช้แค่พิมพ์งาน ดูซีรีส์ เปิดเว็บทั่วไป Air ปี 2017 ขึ้นไปก็ลื่นแล้ว แต่ถ้าทำกราฟิก ตัดต่อ หรือเปิดหลายโปรแกรมพร้อมกัน ควรมอง Pro ที่แรม 16GB และชิป M1 ขึ้นไปจะอยู่ได้นานกว่า ในตลาดตอนนี้มี Air M2 ปี 2022 รอบชาร์จแค่ 17 ครั้ง ราคา 23,900 บาท ถือว่าคุ้มเพราะแบตยังสดมาก ส่วนงบนักเรียนจะเจอ Retina 12 นิ้ว ปี 2017 ราคา 8,900 บาท หรือ Pro 13 นิ้ว ปี 2017 กับ Air Retina A2179 ที่ราคา 12,900 บาทเท่ากัน สองตัวนี้สเปกพอใช้เรียนออนไลน์สบาย อย่าลืมดูความจุ SSD ด้วย 256GB เริ่มแน่นถ้าเก็บไฟล์เยอะ
เวลาจับเครื่องต้องดูให้ละเอียดทุกมุม เริ่มจากบอดี้มีรอยขีดข่วนลึกหรือรอยบุบตรงมุมไหม จอมีจุดดำหรือแสงลอดขอบหรือเปล่า เปิดฝาขึ้นลงดูบานพับว่าฝืดพอดีไม่โยก จากนั้นลองพิมพ์ทุกปุ่มบนคีย์บอร์ด พิมพ์ประโยคยาวๆ ดูว่ามีปุ่มเบิ้ลหรือค้างไหม ทัชแพดต้องกดแล้วเด้งเท่ากันทั้งซ้ายขวา เสียบสายชาร์จแล้วลองพอร์ต USB-C ทุกช่อง เอาแฟลชไดรฟ์หรือหูฟังเสียบเทสเสียง ถ้าเห็นน็อตก้นเครื่องมีรอยไขเยอะหรือหัวน็อตเยิน แปลว่าเคยแกะซ่อมมาแล้ว ควรขอดูประวัติซ่อม
เรื่องแบตเตอรี่เป็นจุดที่พลาดไม่ได้ ให้กดโลโก้ Apple เข้า About This Mac แล้วเปิด System Report ไปที่ Power ดูค่า Cycle Count เครื่องรุ่นใหม่ควรต่ำกว่า 1,000 รอบ ยิ่งเจอเครื่องที่รอบ 72 หรือ 200 แบบที่ร้านลงขายถือว่ายังใหม่มาก ดูบรรทัด Condition ด้วย ต้องขึ้น Normal ถึงจะเก็บไฟดี ถ้าขึ้น Replace Soon หรือ Replace Now แปลว่าแบตเสื่อมแล้ว ค่าเปลี่ยนในไทยเริ่มที่สองพันกว่าบาท ควรขอต่อราคา อีกอย่างคือให้คนขายออกจาก iCloud ต่อหน้าและปิด Find My ให้เรียบร้อย ไม่งั้นเครื่องจะล็อกใช้ไม่ได้เลย ปิดท้ายด้วยการต่อ Wi-Fi เปิด YouTube ฟังลำโพงซ้ายขวา และเปิดกล้อง FaceTime ดูภาพชัดไม่มืด
ขั้นตอนสุดท้ายก่อนโอนเงินคือเช็คความแท้และขอประกัน เอาเลขซีเรียลไปใส่ในหน้าเช็คของ Apple ดูว่าตรงรุ่นตรงปีที่คนขายบอกไหม แล้วลองรัน Apple Diagnostics ด้วยการปิดเครื่องกดปุ่มเปิดค้างจนขึ้นตัวเลือกแล้วกด Command+D ถ้าผลขึ้น ADP000 แสดงว่าไม่มีปัญหาฮาร์ดแวร์ ร้านที่มีหน้าร้านอย่าง BBmacservice หรือร้านใน MBK ส่วนใหญ่ให้ประกันตัวเครื่อง 1 เดือน บางที่แถมประกันจอเพิ่ม มองว่าการจ่ายแพงกว่านิดหน่อยเพื่อได้เครื่องที่ตรวจมาครบ มีประกันให้อุ่นใจ และได้ลองจับลองเทสเองกับมือ คุ้มกว่าการไล่ตามของถูกแล้วต้องมานั่งซ่อมทีหลัง
สรุป
ซื้อ MacBook มือสองที่ไหนดีในไทย
- เว็บไซต์ตลาดมือสอง Kaidee Mac2Hand และ studio7thailand เป็นแหล่งรวมประกาศจากผู้ขายทั่วประเทศ
- ร้านออนไลน์ BBmacservice มีบริการตรวจสอบเครื่องละเอียดและให้ประกันหลังการขาย
- MBK Center ร้าน BomChatMBK ลงขาย MacBook Air Retina 13 นิ้ว ปี 2020 ราคา 10,900 บาท พร้อมประกันร้าน 1 เดือนและประกันจอ 1 สัปดาห์
- Fortune Town ชั้น 1-4 และ PHENIX ประตูน้ำ ชั้น 3 ยังมีร้านไอทีที่รับซื้อขายและซ่อม Mac มือสองจำนวนมาก
เช็กลิสต์ 10 จุดก่อนจ่ายเงินเพื่อไม่ให้โดนหลอก
- ประเมินการใช้งานก่อนเลือกสเปก งานเอกสารทั่วไปเลือก Air ปี 2017 ขึ้นไป งานกราฟิกหรือตัดต่อเลือก Pro RAM 16GB ชิป M1 ขึ้นไป
- ตรวจสภาพภายนอก ดูรอยขีดข่วน รอยบุบ และความเรียบของจอภาพ
- ทดสอบแป้นพิมพ์ทุกปุ่มและทัชแพดว่ากดติดและลื่นไหลปกติ
- เสียบอุปกรณ์ทดสอบพอร์ต USB-C HDMI และช่องชาร์จทุกช่อง
- เปิดเมนู Apple ไปที่ About This Mac แล้วเข้า System Report ดู Power ตรวจ Cycle Count ควรต่ำกว่า 1,000 รอบ
- ดูค่า Condition ของแบตเตอรี่ ต้องเป็น Normal หากขึ้น Replace Soon หรือ Replace Now ให้ต่อรองราคาลง
- ตรวจสอบการล็อก iCloud ให้ผู้ขายออกจากระบบและปิด Find My ก่อนส่งมอบ
- ทดลองเปิดปิดเครื่อง เชื่อมต่อ Wi-Fi และเปิดกล้อง FaceTime เพื่อเช็คการทำงานพื้นฐาน
- ตรวจสอบหมายเลขเครื่องบนเว็บ Apple เพื่อยืนยันว่าเป็นเครื่องแท้และดูประวัติประกัน
- ขอเอกสารรับประกันจากร้าน อย่างน้อย 1 เดือนสำหรับตัวเครื่อง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดหลังใช้งาน
ซื้อ MacBook มือสองที่ไหนดี เช็กลิสต์ 10 จุดก่อนจ่ายเงินเพื่อไม่ให้โดนหลอก
คีย์บอร์ดกับหน้าจอคอมคือของที่มือจับทุกวันโดยไม่รู้ตัว ทั้งทำงาน เล่นเกม ดูซีรีส์ พิมพ์แชท กินขนมไปด้วย ฝุ่นกับคราบมันเลยสะสมเร็วมาก พอมองอีกทีก็เห็นรอยนิ้วมือเต็มจอ เศษผงติดตามซอกปุ่ม แสงสะท้อนแล้วรู้สึกหงุดหงิดตา การปล่อยไว้นานทำให้เครื่องดูเก่าโทรมและยังส่งผลกับอารมณ์ตอนใช้งานด้วย พอหน้าจอไม่ใสหรือปุ่มเริ่มหนืดก็พาให้เสียสมาธิโดยไม่ตั้งใจ ทั้งที่จริงแล้วการดูแลให้กลับมาสะอาดเหมือนใหม่ทำได้เองที่บ้าน ไม่ต้องเข้าร้านและไม่ต้องซื้ออุปกรณ์แพง
การใส่ใจความสะอาดของอุปกรณ์ที่ใช้งานทุกวันช่วยยืดอายุการใช้งานและทำให้บรรยากาศโต๊ะทำงานน่าอยู่ขึ้นด้วย พื้นที่สะอาดตาทำให้อยากนั่งทำงานนานขึ้นและรู้สึกสบายใจมากขึ้น พอจอใสปุ่มลื่นก็ทำงานลื่นไหลตามไปด้วย ไม่ต้องกังวลว่าคราบสกปรกจะทำให้เครื่องรวนหรือเสียหายก่อนเวลาอันควร การดูแลเล็กๆ น้อยๆ เป็นประจำจึงคุ้มค่ากว่าแก้ปัญหาตอนเครื่องพังไปแล้ว และยังประหยัดเงินในกระเป๋าได้เยอะเพราะไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์บ่อย

การทำความสะอาดคีย์บอร์ดเริ่มต้นด้วยการปิดเครื่องถอดปลั๊กให้เรียบร้อยก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันไฟดูดหรืออุปกรณ์ช็อตจากความชื้นที่อาจหลงเหลืออยู่ จากนั้นคว่ำคีย์บอร์ดลงแล้วเคาะเบาๆ บริเวณด้านหลังเพื่อให้เศษขนม เศษผง หรือฝุ่นที่สะสมอยู่ในซอกปุ่มหลุดออกมามากที่สุดเท่าที่ทำได้ ขั้นตอนนี้ช่วยลดคราบสกปรกฝังลึกตั้งแต่ต้น แล้วใช้ลูกยางเป่าลมหรือเครื่องเป่าลมขนาดเล็กเป่าไล่ฝุ่นตามร่องระหว่างปุ่มอีกครั้งเพราะแรงลมจะเข้าไปถึงจุดที่มือเข้าไม่ถึงโดยไม่ต้องงัดปุ่มออกมาเสี่ยงปุ่มหักหรือก้านล็อกเสียหาย หากยังเห็นคราบฝุ่นเกาะอยู่ตามมุมให้ใช้แปรงขนนุ่มหรือแปรงสีฟันเก่าที่ไม่ใช้แล้วค่อยๆ ปัดออกอย่างเบามือ ส่วนคราบมันจากนิ้วมือที่ติดบนแป้นพิมพ์ให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ชุบน้ำสะอาดบิดหมาดจนเกือบแห้งเช็ดทีละปุ่มแล้วตามด้วยผ้าแห้งทันทีเพื่อไม่ให้ความชื้นซึมลงแผงวงจรด้านล่าง สิ่งสำคัญคือห้ามฉีดน้ำหรือน้ำยาลงบนคีย์บอร์ดโดยตรงและหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องดูดฝุ่นแรงสูงเพราะแรงดูดอาจทำให้ปุ่มหลุดหรือชิ้นส่วนภายในเสียหายได้ การดูแลแบบนี้ทำให้คีย์บอร์ดสะอาดและยังใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่บ่อย
สำหรับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอโน้ตบุ๊กต้องระวังมากขึ้นเพราะพื้นผิวจอค่อนข้างบอบบางและมีสารเคลือบกันแสงสะท้อนอยู่ ขั้นแรกเลยต้องปิดหน้าจอถอดปลั๊กออกจากเต้าเสียบให้หมด ถ้าเป็นโน้ตบุ๊กที่ถอดแบตเตอรี่ได้ก็ควรถอดออกด้วยเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกระแสไฟวิ่งอยู่ในเครื่อง การทำความสะอาดควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เท่านั้นเพราะผ้าชนิดนี้ไม่มีขนและไม่ทำให้เกิดรอยบนจอ ห้ามใช้ทิชชู่ ผ้าขนหนู หรือผ้าหยาบเด็ดขาดเนื่องจากเส้นใยของวัสดุเหล่านั้นขูดพื้นผิวจอเป็นรอยขนแมวได้ง่าย เวลาเช็ดให้ฉีดน้ำยาเช็ดหน้าจอสูตรเฉพาะลงบนผ้าเพียงเล็กน้อยพอให้ผ้าหมาด ห้ามฉีดน้ำยาลงบนจอโดยตรงเพราะของเหลวอาจไหลซึมเข้าขอบจอแล้วทำให้แผงวงจรด้านในช็อตเสียหาย หลังจากนั้นเช็ดหน้าจอเบาๆ เป็นวงกลมให้ทั่วทั้งจอ ถ้าตรงไหนมีคราบรอยนิ้วมือหรือคราบฝังแน่นก็ให้วนผ้าตรงจุดนั้นหลายรอบขึ้นแต่ไม่ต้องออกแรงกด
น้ำยาที่ใช้กับหน้าจอต้องเลือกให้ถูกต้องเพราะสารเคมีบางชนิดกัดสารเคลือบหน้าจอให้เสื่อมสภาพได้ น้ำยาเช็ดกระจก น้ำยาล้างจาน แอลกอฮอล์เข้มข้น หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียกับอะซีโตนล้วนเป็นของต้องห้ามสำหรับหน้าจอทุกประเภท ถ้าหาน้ำยาเช็ดจอเฉพาะไม่ได้ให้ใช้น้ำกลั่นสะอาดแทนได้เพราะน้ำกลั่นไม่มีแร่ธาตุที่ทิ้งคราบหลังแห้ง ต่างจากน้ำประปาที่อาจทิ้งคราบขาวไว้บนจอเมื่อน้ำระเหยหมด เวลาผสมน้ำยาเองต้องมั่นใจว่าผ้าหมาดจริงๆ ไม่ใช่เปียกชุ่มเพราะความชื้นส่วนเกินคือสาเหตุหลักที่ทำให้จอเป็นจุดด่างหรือช็อต ส่วนบริเวณที่ไม่ใช่หน้าจออย่างฝาหลังเครื่อง ขาตั้งจอ หรือขอบจอที่เป็นพลาสติกสามารถใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดคราบฝุ่นและรอยเปื้อนได้ตามปกติเพราะวัสดุส่วนนั้นทนความชื้นได้ดีกว่าตัวแผงหน้าจอ หลังเช็ดเสร็จทุกส่วนควรรอให้แห้งสนิทประมาณห้าถึงสิบนาทีก่อนเสียบปลั๊กเปิดใช้งานอีกครั้งเพื่อความปลอดภัย
พฤติกรรมการใช้งานระหว่างวันก็มีผลต่อความสกปรกของคีย์บอร์ดและหน้าจอมากเหมือนกัน การกินขนมหรือดื่มน้ำหวานหน้าคอมทำให้เศษอาหารและคราบเหนียวกระเด็นลงไปติดตามซอกปุ่มได้ง่าย พอทิ้งไว้นานเข้าคราบนั้นจะจับตัวกับฝุ่นกลายเป็นคราบดำฝังแน่นที่เช็ดออกยากกว่าเดิมหลายเท่า นอกจากนี้การวางโน้ตบุ๊กสีขาวไว้ในห้องที่มีฝุ่นเยอะจะทำให้ตัวเครื่องและแป้นพิมพ์เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือมีรอยดำตรงที่วางข้อมือได้ภายในเวลาแค่เดือนเดียว ทางแก้คือหมั่นใช้ผ้าแห้งเช็ดทุกสัปดาห์และหลีกเลี่ยงการเอามือที่เปื้อนครีมหรือเหงื่อไปจับเครื่องโดยตรง ถ้าจำเป็นต้องทำงานไปกินไปจริงๆ ให้หาผ้าคลุมคีย์บอร์ดซิลิโคนมาใช้รองไว้ก่อน ราคาในร้านออนไลน์บ้านเราอยู่ที่ประมาณสามสิบถึงห้าสิบบาทซึ่งถูกกว่าซื้อเครื่องดูดฝุ่นจิ๋วที่หลายความเห็นบอกว่าแรงดูดเบาเหมือนของเล่นและไม่ค่อยช่วยอะไร
นอกจากการทำความสะอาดที่ถูกวิธีแล้วการป้องกันอุปกรณ์ตั้งแต่แรกก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรใช้ปลั๊กรางที่ได้มาตรฐาน มอก และมีระบบกันไฟกระชากมาเสียบคอมกับหน้าจอเพราะเวลาไฟตกหรือไฟกระชากจะทำให้แผงวงจรภายในเสื่อมเร็วและหน้าจอกะพริบหรือดับไปได้เลย อีกจุดที่มองข้ามกันบ่อยคือช่องเสียบสายต่างๆ หลังจออย่าง HDMI หรือ VGA ถ้ามีฝุ่นเข้าไปอุดตันจะทำให้ภาพติดๆ ดับๆ ได้เหมือนกัน วิธีดูแลง่ายๆ คือใช้ลูกยางเป่าลมเป่าทำความสะอาดเดือนละครั้ง ส่วนคีย์บอร์ดถ้ารู้สึกว่าปุ่มไหนกดไม่ติดอย่าเพิ่งแกะปุ่มออกมาเองเพราะก้านพลาสติกใต้ปุ่มของโน้ตบุ๊กบางรุ่นบอบบางมาก หักแล้วซ่อมยากและอะไหล่หายาก ให้เริ่มจากการเป่าลมและเช็ดตามวิธีข้างต้นก่อน ถ้าทำแล้วยังใช้ไม่ได้ค่อยส่งร้านซ่อมจะปลอดภัยกว่า การดูแลเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ทำให้อุปกรณ์อยู่กับเราไปหลายปีโดยไม่ต้องเสียเงินซ่อมหรือซื้อใหม่ก่อนเวลาอันควร
สรุป
วิธีทำความสะอาดคีย์บอร์ด
- ปิดคอมหรือถอดปลั๊กก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย
- คว่ำคีย์บอร์ดแล้วเคาะเบาๆ ให้เศษฝุ่นออก
- ใช้เครื่องเป่าลมหรือลูกยางเป่าลมเป่าฝุ่นตามซอกปุ่ม
- ใช้แปรงขนนุ่มหรือแปรงสีฟันเก่าปัดฝุ่นออก
- เช็ดปุ่มด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ชุบน้ำหมาดแล้วบิดให้แห้ง
- ห้ามถอดปุ่มออกเองหากไม่ชำนาญเพราะปุ่มอาจเสียหาย
- ห้ามใช้เครื่องดูดฝุ่นแรงสูงหรือฉีดน้ำยาลงคีย์บอร์ดโดยตรง
วิธีทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์
- ปิดหน้าจอและถอดปลั๊กออกก่อนเริ่มทำความสะอาด
- โน้ตบุ๊กให้ถอดแบตเตอรี่ออกถ้าถอดได้
- ฉีดน้ำยาเช็ดหน้าจอลงบนผ้าไมโครไฟเบอร์หมาดห้ามเปียก
- เช็ดหน้าจอเบาๆ แบบวนเป็นวงกลมให้ทั่ว
- รอยคราบฝังแน่นให้วนซ้ำหลายรอบจนออก
- ห้ามฉีดน้ำยาลงหน้าจอโดยตรงเด็ดขาด
- ส่วนตัวเครื่องหรือขาตั้งใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดได้
- รอให้แห้งสนิทก่อนเสียบปลั๊กเปิดใช้งาน
ข้อควรระวังเพิ่ม
- ใช้น้ำยาเช็ดหน้าจอโดยเฉพาะห้ามใช้แอลกอฮอล์ น้ำยาเช็ดกระจก หรือน้ำยาที่มีแอมโมเนีย
- ใช้ปลั๊กไฟที่ได้มาตรฐาน มอก และมีระบบกันไฟกระชาก
- หลีกเลี่ยงทิชชู่หรือผ้าหยาบเพราะทำให้จอเป็นรอยได้
วิธีล้างคราบสกปรกบนคีย์บอร์ดและหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยไม่ทำให้อุปกรณ์เสียหาย
เคยไหมลงเครื่องที่ต่างประเทศปุ๊บ สิ่งแรกที่ต้องทำคือมองหาป้าย WiFi ฟรีหรือไม่ก็รีบเดินหาบูทขายซิมเพื่อจะได้ต่อเน็ตเช็กแผนที่เรียกรถไปโรงแรม บางทีคิวยาว บางทีร้านปิด บางทีเจอแพ็กเกจที่แพงกว่าที่คิดไว้เยอะ ทำให้เสียเวลาเที่ยวไปครึ่งชั่วโมงแบบไม่จำเป็นเลย สมัยก่อนต้องพกที่จิ้มซิม ต้องระวังซิมไทยหล่นหายในกระเป๋า แถมกลับมาไทยต้องมานั่งสลับซิมอีกรอบ ยิ่งทริปไหนต่อเครื่องหลายประเทศยิ่งวุ่นวายเพราะต้องซื้อซิมใหม่ทุกที่ไป
ตอนนี้เทคโนโลยีมันไปไกลแล้ว มือถือเครื่องเดียวเอาอยู่ทั้งเบอร์ไทยและเน็ตต่างประเทศได้พร้อมกันโดยไม่ต้องแกะฝาหลังหรือเปลี่ยนการ์ดอะไรเลย แค่ตั้งค่าครั้งเดียวให้เรียบร้อยก่อนขึ้นเครื่อง พอเครื่องแตะพื้นปลายทางก็เปิดใช้งานได้ทันทีเหมือนอยู่บ้าน ใช้ชีวิตต่อได้แบบไม่สะดุด จะอัปสตอรี่วิวสนามบิน จะเปิด Google Maps หาทางออก หรือจะส่งข้อความบอกทางบ้านว่าถึงแล้วก็ทำได้เลยตั้งแต่ยังไม่เดินออกจากเกต

มือถือรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ตอนนี้มี eSIM ฝังมาให้ในเครื่องแล้ว ทำให้การเดินทางไปต่างประเทศสะดวกขึ้นมากเพราะไม่ต้องเดินหาซิมใหม่หรือถอดเปลี่ยนซิมไทยให้วุ่นวาย เพียงแค่เช็กก่อนว่ามือถือรองรับหรือเปล่า อย่าง iPhone ตั้งแต่รุ่น XS XR ขึ้นไป หรือ Samsung S20 S21 S22 S23 S24 รวมถึง Z Fold Z Flip รุ่นหลังๆ ขึ้นไปก็ใช้ได้หมด ถ้าไม่แน่ใจให้ดูในตั้งค่าหรือถามค่ายมือถือก่อน การที่ eSIM ฝังอยู่ในเครื่องทำให้ไม่มีซิมการ์ดจริงให้หล่นหายหรือชำรุดระหว่างเดินทาง และยังเปิดใช้งานคู่กับซิมไทยได้ด้วย ทำให้เบอร์เดิมยังรับข้อความ OTP จากธนาคารหรือแอปต่างๆ ได้ตามปกติขณะที่ใช้อินเทอร์เน็ตจาก eSIM ต่างประเทศไปด้วย
การสมัคร eSIM สำหรับไปเที่ยวต่างประเทศทำได้ง่ายมากและควรทำตั้งแต่ยังอยู่ไทย แค่เลือกผู้ให้บริการที่ขายแพ็กเกจสำหรับประเทศที่จะไป ซึ่งตอนนี้มีหลายเจ้ามาก เช่น Airalo Yesim GlobalCell Orbit Mobile Nomad หรือแม้แต่ Trip.com ก็มีขาย เลือกประเทศและจำนวนวันที่จะใช้งาน จากนั้นเลือกแพ็กเกจข้อมูลให้เหมาะกับการใช้ของตัวเอง ราคาก็มีตั้งแต่ถูกมากอย่าง GlobalCell ที่เริ่มต้นประมาณ 35 บาท ไปจนถึงแพ็กเกจ 20GB ของ Orbit Mobile ประมาณ 560 บาท หรือแบบครอบคลุมหลายประเทศของ Yesim กับ Airalo ที่ใช้ได้เป็นร้อยประเทศและบางแพลนอยู่ได้นานเป็นปี พอจ่ายเงินเสร็จระบบจะส่ง QR Code มาให้ หรือบางแอปกดติดตั้งตรงจากแอปได้เลย ไม่ต้องรอส่งซิมทางไปรษณีย์เหมือนเมื่อก่อน
ขั้นตอนติดตั้งก็ไม่ยากเลย ขอแค่มี WiFi ที่เสถียรระหว่างทำ สำหรับ iPhone ให้เข้าไปที่ตั้งค่าแล้วเลือก Cellular จากนั้นกด Add eSIM แล้วสแกน QR Code ที่ได้มา ส่วน Android ให้ไปที่การจัดการซิมการ์ดแล้วเลือก Add eSIM แล้วสแกนเหมือนกัน ระบบจะดาวน์โหลดโปรไฟล์ลงเครื่อง ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีก็เสร็จ ระหว่างนี้แอปของผู้ให้บริการจะให้ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนตามขั้นตอนให้ครบ พอติดตั้งเสร็จ eSIM จะขึ้นมาเป็นอีกสายนึงในเครื่อง ยังไม่ต้องเปิดใช้งานทันทีก็ได้ สามารถปิดไว้ก่อนแล้วค่อยมาเปิดตอนถึงปลายทาง
พอเครื่องบินแลนดิ้งที่ต่างประเทศ สิ่งแรกที่ควรทำคือปิดซิมไทยชั่วคราวเพื่อกันไม่ให้เครื่องเผลอไปจับสัญญาณโรมมิ่งซึ่งค่าบริการแพงมาก จากนั้นเปิด eSIM ที่ติดตั้งไว้แล้วเปิด Data Roaming ของสายนี้นะ ไม่ใช่ของซิมไทย แค่นี้ก็จะมีอินเทอร์เน็ตใช้ทันที ไม่ต้องวิ่งหาบูทขายซิมหรือรอต่อคิวที่สนามบินให้เสียเวลา ถ้าเปิดแล้วยังไม่เจอสัญญาณให้ลองปิดเปิดโหมดเครื่องบินหรือรีสตาร์ตเครื่องหนึ่งรอบ ส่วนใหญ่สัญญาณจะขึ้นมาทันทีแล้วใช้งานได้เลย จะเปิดแผนที่เรียกรถ สั่งอาหาร หรืออัปสตอรี่ก็ทำได้ตั้งแต่ก้าวออกจากเกต
การใช้ eSIM ไปเที่ยวเลยกลายเป็นทางเลือกที่คนเดินทางบ่อยติดใจ เพราะมันจบปัญหาซิมหาย ลืมเอาที่จิ้มซิมไป หรือกลัวซิมพังระหว่างถอดเข้าออก แถมยังซื้อล่วงหน้าก่อนบินได้ ราคาชัดเจนไม่มีบวกเพิ่มหน้างาน บางเจ้ามี VPN แถมมาให้ด้วย ปลอดภัยเวลาใช้ WiFi สาธารณะ แต่มีเรื่องที่ต้องระวังนิดนึงคือถ้าเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่จะย้าย eSIM แบบถอดเสียบไม่ได้ ต้องไปขอโปรไฟล์ใหม่แล้วติดตั้งใหม่อีกรอบ ดังนั้นก่อนซื้อควรแพลนให้ดีว่าจะใช้กับเครื่องไหน และเลือกปริมาณเน็ตให้พอกับทริป จะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องเน็ตหมดกลางทาง
สรุป
eSIM คือซิมดิจิทัลฝังในเครื่อง เปิดใช้งานได้เลยไม่ต้องถอดเปลี่ยนซิมจริง เหมาะกับเดินทางต่างประเทศเพราะใช้เน็ตได้ทันทีเมื่อลงเครื่อง วิธีสมัครและใช้งาน eSIM สำหรับไปต่างประเทศ เป็นดังต่อไปนี้
1. ตรวจสอบมือถือรองรับ eSIM
- iPhone XS XR ขึ้นไป iOS 12.1 ขึ้นไป
- Samsung S20 S21 S22 S23 S24 Z Fold3 Z Flip3 ขึ้นไป
- และรุ่นอื่นๆ เช็กกับค่ายมือถือก่อน
2. เลือกผู้ให้บริการ eSIM แบบเดินทาง
- มีหลายเจ้าให้ซื้อออนไลน์ก่อนบิน เช่น Yesim ใช้ได้ 200+ ประเทศ Airalo ใช้ได้ 137 ประเทศ 1 ปี GlobalCell 180+ ประเทศ เริ่มต้นประมาณ 35 บาท Orbit Mobile 20GB ประมาณ 560 บาท Nomad eSIM ติดตั้งไม่กี่นาที Trip.com ก็มีขายแพ็กเกจต่างประเทศ
3. ซื้อแพ็กเกจและรับ QR Code
- สั่งซื้อผ่านแอปหรือเว็บของผู้ให้บริการ เลือกประเทศ เลือกแพ็กเกจ
- ชำระเงินเสร็จจะได้ QR Code หรือติดตั้งตรงผ่านแอป
4. ติดตั้ง eSIM ในเครื่อง
- เชื่อมต่อ WiFi ที่เสถียร
- iOS ไปที่ ตั้งค่า Cellular Add eSIM สแกน QR Code
- Android ไปที่ การจัดการซิมการ์ด Add eSIM สแกน QR Code
- ยืนยันตัวตนตามขั้นตอน รอระบบดาวน์โหลดโปรไฟล์
5. เปิดใช้งานเมื่อถึงต่างประเทศ
- ปิดซิมการ์ดไทยชั่วคราวเพื่อเลี่ยงค่าโรมมิ่ง
- เปิด eSIM ที่เพิ่งติดตั้งและเปิด Data Roaming
- ถ้าสัญญาณไม่ขึ้นให้รีสตาร์ตเครื่องหนึ่งครั้ง
- ใช้งานเน็ตได้ทันที ไม่ต้องหาซื้อซิมที่สนามบิน
ข้อควรรู้
- ใช้งานคู่กับซิมไทยได้ เบอร์ไทยยังรับ OTP ได้ขณะใช้เน็ตจาก eSIM
- ไม่ต้องกลัวซิมหายหรือชำรุดเพราะไม่มีการ์ดจริง
- ย้ายเครื่องต้องติดตั้งโปรไฟล์ใหม่ ถอดเสียบแบบซิมปกติไม่ได้
- มือถือบางรุ่นไม่รองรับ eSIM ต้องเช็กก่อนซื้อ
- ค่าใช้จ่าย AIS เปลี่ยนซิมเป็น eSIM ฟรีผ่านแอป myAIS เปิดเบอร์ใหม่จ่ายตามแพ็กเกจ
เพิ่มเติม
- ติดตั้ง eSIM ไว้ตั้งแต่ก่อนบิน พอลงเครื่องค่อยเปิดใช้งานจะเร็วที่สุด
- เลือกแพ็กเกจให้พอกับจำนวนวัน บางเจ้ามี VPN ในตัวด้วย