เคยมีประสบการณ์ไม่ดีตอนขายโทรศัพท์เครื่องเก่าแล้วลืมลบอะไรบางอย่างทิ้งไว้ คนซื้อทักมาบอกว่าเปิดมาเจอรูปกับข้อความเก่าเต็มไปหมด รู้สึกไม่ปลอดภัยเลยทั้งสองฝ่าย ตั้งแต่นั้นเลยตั้งกฎกับตัวเองว่าก่อนปล่อยเครื่องให้ใครต้องเคลียร์ให้หมดจดจริงๆ ไม่ใช่แค่กดคืนค่าโรงงานแล้วจบ เพราะความจริงข้อมูลมันยังกู้กลับมาได้ถ้าทำไม่ถูกวิธี ยิ่งถ้าเครื่องนั้นเคยใช้ทำธุรกรรมโอนเงินหลักพันบาทหรือเก็บเอกสารสำคัญ ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ

พอได้ลองผิดลองถูกอยู่หลายรอบก็เจอวิธีที่มั่นใจขึ้นว่าเครื่องสะอาดจริงทั้งข้างในข้างนอก ไม่เหลือรอยข้อมูลส่วนตัวให้ใครขุดต่อได้ การทำแบบนี้ไม่ได้เสียเวลาอย่างที่คิด แค่เพิ่มขั้นตอนอีกนิดหน่อยแต่แลกกับความสบายใจตอนส่งต่อเครื่องให้คนอื่นไปใช้ เหมือนได้เริ่มต้นใหม่ทั้งคนให้และคนรับ ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีอะไรหลุดไปสร้างปัญหาในภายหลัง

วิธีล้างเครื่องมือถือให้เหมือนใหม่ ลบข้อมูลเกลี้ยงก่อนส่งต่อหรือขายมือสอง


วิธีล้างเครื่องมือถือให้เหมือนใหม่

ก่อนจะกดล้างเครื่องอะไรทั้งนั้น สิ่งแรกที่ทำทุกครั้งคือแบ็คอัพข้อมูลให้ครบ ไม่อยากเสียรูปทริปเชียงใหม่หรือแชทงานที่เก็บไว้หลายปีเพราะรีเซ็ตพลาด เคยใช้ iPhone ก็เข้าไปที่ตั้งค่า แตะชื่อตัวเอง เลือก iCloud แล้วกดสำรองข้อมูลตอนนี้ รอให้ต่อไวไฟจนเสร็จ ส่วนเครื่อง Android ก็เปิดตั้งค่าเข้า Google แล้วเปิดสำรองข้อมูลไว้ที่ Google One ปล่อยให้ซิงค์ข้ามคืนก็ได้ ถ้าอยากได้ไฟล์จริงๆ อยู่ในมือก็เสียบสายต่อคอมพ์แล้วลากโฟลเดอร์ DCIM กับ Music ออกมาเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ การมีสำเนาสองที่ทำให้ใจเย็นขึ้นเยอะเวลาจะลบเครื่องทิ้ง

พอแบ็คอัพเสร็จแล้ว อย่าเพิ่งรีเซ็ตทันที ต้องออกจากบัญชีทั้งหมดก่อน ไม่งั้นเครื่องจะติดล็อกแล้วคนซื้อเอาไปใช้ไม่ได้ เคยเจอเคสเพื่อนขายมือถือแล้วลืมออกจาก iCloud คนซื้อเปิดเครื่องมาเจอหน้าให้ใส่รหัสผ่าน Apple ID เดิม ต้องวิ่งกลับไปปลดล็อกให้วุ่นวาย วิธีที่ทำประจำคือเข้าไปที่ตั้งค่า แตะชื่อ แล้วเลื่อนลงไปกดออกจากระบบ เลือกตัวเลือกที่ลบข้อมูลออกจากเครื่องนี้ด้วย ใส่รหัสผ่านยืนยันให้เรียบร้อย ส่วนฝั่ง Android ก็เข้าไปที่ตั้งค่า บัญชีและความปลอดภัย แตะ Google แล้วกดลบบัญชีออก ถ้ามีแอปธนาคารหรือไลน์ที่ผูกเบอร์ไว้ก็ออกจากระบบทีละแอปด้วย จะได้ไม่มีโทเคนค้างอยู่ในเครื่อง

เครื่องรุ่นใหม่ๆ อย่าง iPhone หรือ Android ที่อัปเดตเกินเวอร์ชัน 6 ขึ้นไป ส่วนใหญ่จะเข้ารหัสข้อมูลให้อัตโนมัติอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเครื่องเก่าที่เก็บไว้ในลิ้นชักหลายปีแล้วอยากปล่อยต่อ แนะนำให้เปิดเข้ารหัสเองก่อนล้าง ขั้นตอนไม่ยาก แค่เข้าไปที่ตั้งค่า ความปลอดภัย แล้วเลือกเข้ารหัสโทรศัพท์ เสียบชาร์จทิ้งไว้ให้แบตเต็ม เครื่องจะแปลงไฟล์ทั้งหมดให้อ่านไม่ออกถ้าไม่มีรหัสผ่าน เคยลองทำกับแท็บเล็ตเก่า ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึง แต่ผลที่ได้คือแม้มีคนพยายามกู้ข้อมูลด้วยโปรแกรมพิเศษหลังรีเซ็ต ก็จะเจอแต่ข้อมูลที่ถูกสับเป็นรหัสอ่านไม่ได้ ปลอดภัยกว่าเยอะ

มีความเชื่อผิดๆ ว่ารีเซ็ตโรงงานครั้งเดียวแล้วข้อมูลหายเกลี้ยง จริงๆ แล้วยังมีโอกาสกู้กลับมาได้ เพราะระบบแค่ลบที่อยู่ไฟล์ ไม่ได้ลบตัวไฟล์จริง เคยอ่านงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่ทดสอบมือถือมือสอง พบว่ายังดึงรูปกับอีเมลเก่าออกมาได้หลังรีเซ็ต วิธีที่ทำเพื่อความสบายใจคือหลังเข้ารหัสแล้ว ให้เติมข้อมูลขยะเข้าไปให้เต็มความจำก่อนล้างอีกรอบ ง่ายสุดคือถ่ายวิดีโอ 4K ทิ้งไว้จนเครื่องเต็ม หรือโหลดไฟล์หนังใหญ่ๆ ใส่เข้าไปจนไม่มีที่เหลือ แล้วค่อยกดลบทั้งหมด ทำแบบนี้สักรอบสองรอบ ข้อมูลเก่าจะถูกเขียนทับด้วยไฟล์ไร้สาระ แม้มีเครื่องมือกู้ข้อมูลก็จะเจอแต่วิดีโอเปล่าๆ

ก่อนกดล้างจริง อย่าลืมถอดซิมกับเมมโมรี่การ์ดออก เคยเกือบส่งซิมเบอร์หลักไปพร้อมเครื่องเพราะรีบแพ็คของ ต้องวิ่งไปขอซิมใหม่ที่ศูนย์เสียเวลาไปครึ่งวัน ถอดถาดซิมออกมาเช็คให้ดี แล้วเก็บซิมไว้ใส่เครื่องใหม่ ส่วนการ์ด microSD ถ้ามีก็เอาออกแล้วฟอร์แมตแยกถ้าจะขายพร้อมเครื่อง อุปกรณ์เสริมอย่างเคส สายชาร์จ หัวชาร์จ ปกติร้านรับซื้อที่ MBK หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ไม่ค่อยต้องการ ถ้าจะแถมก็เช็ดให้สะอาดก่อน ไม่งั้นราคาที่ต่อรองไว้สี่ห้าพันบาทอาจโดนกดลงเพราะดูโทรม

ถึงเวลาล้างเครื่องจริงจังแล้ว สำหรับ iPhone ให้เข้าไปที่ตั้งค่า ทั่วไป เลือกถ่ายโอนหรือรีเซ็ต iPhone แล้วกดลบข้อมูลและการตั้งค่าทั้งหมด เครื่องจะถามรหัสผ่านแล้วรีสตาร์ทกลับมาเหมือนแกะกล่องใหม่ ส่วน Android แต่ละยี่ห้อเมนูต่างกันนิดหน่อย แต่หลักๆ คือตั้งค่า การจัดการทั่วไป รีเซ็ต แล้วเลือก รีเซ็ตข้อมูลโรงงาน ระบบจะเตือนว่าจะลบทุกอย่างรวมบัญชี Google ด้วย กดยืนยันแล้วรอประมาณห้าถึงสิบนาที อย่าลืมปิด Find My หรือการป้องกันรีเซ็ตจากโรงงานก่อน ไม่งั้นเครื่องใหม่จะติดหน้าให้ใส่บัญชีเดิม เคยเจอคนซื้อต่อแล้วเปิดไม่ผ่าน ต้องโทรกลับมาขอรหัส เสียความรู้สึกทั้งสองฝ่าย

พอเครื่องรีเซ็ตเสร็จ หน้าจอจะขึ้นสวัสดีเหมือนตอนซื้อใหม่ อย่าเพิ่งตั้งค่าต่อ ให้ปิดเครื่องแล้วเช็ดทำความสะอาดให้ดูดี ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดรอยนิ้วมือ เป่าฝุ่นในช่องชาร์จด้วยลมกระป๋องเบาๆ ตรวจรอยตก รอยขีดข่วน แล้วถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานตอนลงขาย เวลาแพ็คส่งให้ใช้บับเบิลห่อสองชั้น ใส่กล่องแข็ง อย่าโยนสายชาร์จลงไปมั่วๆ เพราะอาจกระแทกจอแตกตอนขนส่ง ถ้าทำครบทุกขั้นตอนแบบนี้ เครื่องที่ส่งต่อจะสะอาดทั้งข้างในข้างนอก คนรับไปเปิดใช้ได้ทันที ไม่ต้องกังวลว่าจะมีรูปเก่า แชทเก่า หรือรหัสอะไรหลงเหลืออยู่เลย

สรุป

การจะส่งต่อหรือขายมือถือมือสองให้ข้อมูลหายเกลี้ยง ต้องทำมากกว่ากดรีเซ็ตครั้งเดียว เริ่มจากสำรองข้อมูลสำคัญไว้ให้ครบ แล้วออกจากระบบทุกบัญชีที่ผูกกับเครื่อง ทั้ง iCloud, Google, แอปธนาคาร เพื่อไม่ให้ติดล็อก สำหรับเครื่องรุ่นเก่าควรเปิดเข้ารหัสก่อนลบ เพราะช่วยให้กู้ข้อมูลคืนไม่ได้ หลังจากนั้นเติมไฟล์ขยะให้เต็มความจำแล้วลบซ้ำเพื่อเขียนทับข้อมูลเดิม ถอดซิมกับเมมโมรี่การ์ดออกทุกครั้งก่อนส่งมอบ

ขั้นตอนที่ต้องเช็คก่อนปล่อยเครื่อง

  1. แบ็คอัพ รูป วิดีโอ แชท เอกสาร ให้ครบทั้งบนคลาวด์และคอมพ์
  2. ออกจากระบบบัญชี Apple ID หรือ Google และปิด Find My หรือ FRP
  3. เข้ารหัสเครื่องรุ่นเก่า แล้วถ่ายวิดีโอให้เต็มความจำเพื่อทับข้อมูลเก่า
  4. ถอดซิม การ์ดความจำ อุปกรณ์เสริมทั้งหมด
  5. กดล้างเครื่องผ่านเมนูรีเซ็ตโรงงาน รอจนเครื่องขึ้นหน้าสวัสดีเหมือนใหม่
  6. ทำความสะอาดตัวเครื่อง เช็คตำหนิ ถ่ายรูป แล้วแพ็คด้วยบับเบิลให้แน่นหนา

วิธีล้างเครื่องมือถือให้เหมือนใหม่ ลบข้อมูลเกลี้ยงก่อนส่งต่อหรือขายมือสอง

เห็นกล่องหัวชาร์จเขียน 100W 120W วางขายเต็มไปหมด แล้วหันมามองมือถือตัวเองที่รับได้แค่ 25W หรือ 33W แวบแรกต้องมีแอบคิดเหมือนกันว่าเสียบไปแล้วเครื่องจะพังไหม สายชาร์จจะร้อนจนไหม้หรือเปล่า ยิ่งบ้านไหนซื้อโน้ตบุ๊กใหม่แล้วแถมหัวชาร์จแรงๆ มาให้อันเดียว ยิ่งต้องเอามาใช้กับทุกอย่างทั้งแท็บเล็ต หูฟัง มือถือ ความกังวลเลยยิ่งเยอะ เพราะไม่มีใครอยากให้เครื่องที่ผ่อนมายังไม่หมดต้องมาบวมก่อนเวลา

ที่หยิบเรื่องนี้มาคุยเพราะลองใช้เองมาตลอด ทั้งหัว 65W 100W 140W เสียบกับมือถือหลายรุ่นตั้งแต่เครื่องสำรองยันรุ่นเรือธง แล้วเจอว่าพฤติกรรมชาร์จของเราสำคัญกว่าตัวเลขวัตต์ข้างกล่องมาก บางอย่างที่เคยเชื่อกันมาไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง พอเข้าใจการทำงานของมันแล้วจะเลือกซื้อเลือกใช้สบายใจขึ้น ไม่ต้องพกหัวชาร์จเต็มกระเป๋าอีกต่อไป

ใช้หัวชาร์จวัตต์สูงกับมือถือวัตต์ต่ำ แบตเตอรี่จะระเบิดหรือเสื่อมไหม


ใช้หัวชาร์จวัตต์สูงกับมือถือวัตต์ต่ำ

เอาหัวชาร์จ 120W มาเสียบมือถือที่สเปครับได้แค่ 18W แล้วกลัวแบตระเบิดไหม ส่วนตัวเคยทำทุกวันเพราะขี้เกียจพกหลายอัน ที่โต๊ะมีหัว GaN ของโน้ตบุ๊กแรงๆ ตัวเดียว เสียบปุ๊บมือถือก็รับไฟแค่เท่าที่ตัวเองไหว ไม่ได้ดูดเต็ม 120W เข้าไป ความลับอยู่ตรงโปรโตคอลคุยกันระหว่างหัวชาร์จกับเครื่อง พอเสียบสาย มือถือจะบอกทันทีว่าขอแค่ 18W หัวชาร์จก็จ่ายให้แค่นั้น ไม่ได้ยัดเยียดพลังเกิน

ข้างในมือถือรุ่นใหม่ๆ มีชิปจัดการแบตเตอรี่ที่คอยดูแรงดัน กระแส ความร้อนตลอดเวลา ถ้าเครื่องเริ่มอุ่นเกินหรือไฟกระชาก ระบบจะตัดการชาร์จเองทันที ไม่รอให้แบตร้อนจนบวม มองว่านี่คือเหตุผลหลักที่เสียบหัวแรงแล้วไม่พัง เพราะตัวเครื่องเป็นคนคุมเกม ไม่ใช่หัวชาร์จเป็นคนสั่ง ประสบการณ์ตรงเวลาเสียบตอนแบตเหลือน้อย เครื่องจะดึงไฟแรงสุดที่รับได้ พอใกล้ 80% ความเร็วจะค่อยๆ ลดลงเอง เพื่อลดความร้อนสะสม

ความเชื่อที่ว่าวัตต์สูงจะอัดไฟเกินเข้าไปจนแบตเสื่อมเร็ว ส่วนตัวคิดว่าไม่ตรงกับความจริงเท่าไร ลองเอาหัว 100W ของแท้มาเสียบกับมือถือรุ่นกลางที่รับได้ 25W มิเตอร์วัดไฟก็โชว์แค่ 24-25W ไม่เคยเห็นทะลุไป 40W เลย เพราะวงจรในเครื่องล็อกไว้แล้วว่าจะดูดเท่าไร หัวชาร์จแรงแค่ไหนก็ไม่มีผล ถ้าเครื่องไม่ขอเพิ่ม ก็เหมือนมีท่อน้ำใหญ่แต่เปิดก๊อกเล็ก น้ำก็ไหลแค่นั้น ไม่ได้ทำให้ถังแตก

ตัวที่ทำให้แบตเสื่อมจริงๆ ไม่ใช่วัตต์ แต่เป็นความร้อนกับการชาร์จวนบ่อยๆ แบตลิเธียมไม่ชอบร้อนเกิน 40 องศา พอร้อนบ่อยๆ เคมีข้างในจะเสื่อมเร็ว ความจุก็ค่อยๆ หาย การชาร์จเร็วทำให้ร้อนมากกว่าเดิมนิดหน่อยก็จริง แต่ถ้าเครื่องระบายความร้อนดี วางบนโต๊ะโล่งๆ ไม่ใช่บนหมอนหรือในรถตากแดด ความร้อนก็ไม่สะสมจนอันตราย เคยวัดอุณหภูมิหลังชาร์จด้วยหัวแรง ประมาณ 36-38 องศา พอๆ กับใช้หัวเดิมเลย

ผู้ผลิตมือถือรู้เรื่องความร้อนดี เลยใส่มาเต็ม ทั้งชาร์จแบบแบ่งเซลล์คู่เพื่อกระจายโหลด ทั้งหัวชาร์จ GaN ที่คุมไฟนิ่งกว่า ทั้งระบบลดความเร็วอัตโนมัติตอนแบตใกล้เต็ม บางรุ่นพอแตะ 80% จะเปลี่ยนเป็นชาร์จช้าแบบหยดเพื่อถนอมอายุ ข้อมูลจากสเปคที่อ่านเจอบ่อยๆ บอกว่าแบตยังเหลือ 80% หลังใช้ไปเป็นพันรอบชาร์จ แม้จะใช้ชาร์จเร็วตลอด มองว่าถ้าใช้ของแท้ที่ได้มาตรฐาน ความเสี่ยงแทบไม่ต่างจากหัววัตต์ต่ำเลย

จุดที่ต้องระวังจริงๆ ไม่ใช่เรื่องวัตต์สูง แต่เป็นเรื่องของปลอมราคาถูก เคยเห็นหัวชาร์จ 65W ขายแค่ 199 บาทตามตลาดออนไลน์ เสียบแล้วไฟกระชาก เครื่องร้อนจี๋ แบบนั้นอันตรายกว่าหัวแบรนด์ 120W ราคา 1,500 บาทหลายเท่า ของแท้มีวงจรป้องกันไฟเกิน ไฟตก รับรอง USB-PD หรือ Quick Charge ตรงรุ่น เสียบแล้วอุ่นใจกว่าเยอะ ส่วนตัวเลยเลือกพกหัวแรงอันเดียวจบ ชาร์จทั้งโน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต มือถือ สะดวกและปลอดภัยกว่าเก็บหัวเก่าๆ หลายอันที่สายเริ่มเปื่อย

ถ้าอยากให้แบตอยู่ด้วยกันนานๆ สิ่งที่ทำประจำคือไม่ชาร์จตอนเล่นเกมหนักๆ เพราะเครื่องร้อนสองต่อ ไม่ปล่อยให้แบตเหลือ 0% บ่อยๆ พยายามเลี้ยงไว้แถว 20-80% ตอนกลางคืนถ้าเต็มแล้วก็ดึงออก ไม่เสียบคาทิ้งไว้บนเตียงที่ระบายอากาศไม่ดี และใช้สายกับหัวที่มากับกล่องหรือยี่ห้อที่ไว้ใจได้ แค่นี้ก็ใช้หัววัตต์สูงกับมือถือวัตต์ต่ำได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องระเบิดหรือเสื่อมไว ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา แบตยังสุขภาพดี ไม่บวม ไม่ร้อนผิดปกติ

สรุป

มือถือเดี๋ยวนี้มีระบบจัดการไฟในตัว หัวชาร์จวัตต์สูงเสียบเครื่องที่รับวัตต์ต่ำได้เพราะตัวเครื่องคุยกับหัวชาร์จแล้วดึงไฟแค่เท่าที่รับไหว ไม่ได้อัดเกินจนระเบิด ความร้อนต่างหากที่มีผลกับอายุแบตมากกว่าตัวเลขวัตต์

  • ใช้หัวชาร์จวัตต์สูงได้ ไม่อันตรายถ้าเป็นของแท้มีมาตรฐาน
  • เครื่องเป็นตัวคุมไฟเข้า หัวชาร์จจ่ายตามที่เครื่องขอ
  • แบตเสื่อมเร็วจากความร้อนสะสม ชาร์จบนหมอน เล่นเกมตอนชาร์จ ปล่อยแบตหมดบ่อย
  • ของปลอมราคาถูกน่ากลัวกว่าหัววัตต์สูงของแท้เยอะ
  • ถนอมแบตด้วยการชาร์จ 20-80% วางที่ระบายอากาศดี ใช้สายกับหัวที่ไว้ใจได้

ใช้หัวชาร์จวัตต์สูงกับมือถือวัตต์ต่ำ แบตเตอรี่จะระเบิดหรือเสื่อมไหม

เคยตื่นเช้ามาแล้วเจอไอคอนแอปย้ายที่ หน้าตั้งค่าไม่เหมือนเดิม แบตไหลเร็วกว่าเมื่อวาน แถมพื้นที่หายไปหลายกิกะแบบงงๆ รู้สึกเหมือนเครื่องไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป เพราะระบบแอบจัดการทุกอย่างให้เสร็จตอนหลับ การมีสิทธิ์เลือกเองว่าจะอัปเดตเมื่อไหร่เลยสำคัญมาก จะได้เช็กก่อนว่าเวอร์ชันใหม่เสถียรพอหรือยัง แอปที่ใช้ทำงานทุกวันจะรวนไหม เน็ตบ้านแรงพอหรือเปล่า คุมจังหวะเองสบายใจกว่าเยอะ

การปล่อยให้เครื่องอัปเดตเองบางครั้งก็สะดวก แต่ถ้าเป็นเครื่องเก่า หรือใช้แพ็กเกจเน็ตที่มีจำกัด ไฟล์อัปเดต 5 ถึง 7 กิกะก็กินโควต้าไปเกือบหมดเดือนแล้ว แถมถ้าเวอร์ชันใหม่มีบั๊กต้องรอแก้ การรอสองสามสัปดาห์แล้วค่อยกดเองก็ช่วยให้ใช้งานลื่น ไม่ต้องลุ้นทุกครั้งที่หยิบเครื่องขึ้นมา พอคุมเองได้ก็เหมือนได้พื้นที่หายใจ รู้ว่าเครื่องจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อพร้อมจริงๆ

วิธีปิดอัปเดต iOS อัตโนมัติ ไม่อยากให้เครื่องอัปเดตเองทำยังไง


ไม่อยากให้เครื่องอัปเดตเองทำยังไง

ไอโฟนที่ซื้อมาใหม่ๆ จะตั้งค่าให้ดาวน์โหลดอัปเดต iOS เองอัตโนมัติ แล้วพอเสียบชาร์จตอนกลางคืนต่อไวไฟ ก็แอบติดตั้งให้เสร็จโดยไม่ต้องกดอะไรเลย รู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่ตื่นมาแล้วหน้าตาเมนูเปลี่ยน แอปบางตัวรวน แบตหมดไวกว่าเดิม แถมพื้นที่เครื่องหายไปหลายกิกะแบบไม่รู้ตัว การควบคุมเองเลยสำคัญกว่าให้เครื่องตัดสินใจแทน

วิธีปิดเริ่มจากเข้าไปที่การตั้งค่า เลือกทั่วไป แล้วแตะรายการอัปเดตซอฟต์แวร์ จะเห็นปุ่มอัปเดตอัตโนมัติอยู่ข้างใน พอกดเข้าไปจะเจอสามสวิตช์แยกกันชัดๆ ส่วนตัวมักจะปิดตัวแรกที่เขียนว่าดาวน์โหลดอัปเดต iOS ก่อนเลย เพราะถ้าปิดตัวนี้ เครื่องจะไม่แอบโหลดไฟล์หลายกิกะมาตุนไว้ในเครื่องให้เปลืองพื้นที่ หน้าจอนี้เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน แค่แตะให้สวิตช์เป็นสีเทาก็พอ

อีกสองสวิตช์ที่เหลือคือติดตั้งอัปเดต iOS กับรายการตอบสนองความปลอดภัยและไฟล์ระบบ ตัวติดตั้งจะทำงานก็ต่อเมื่อเครื่องล็อกอยู่ เสียบสายชาร์จ และต่อไวไฟพร้อมกัน ส่วนรายการความปลอดภัยเป็นแพตช์เล็กๆ ที่แอปเปิลปล่อยมาแก้ช่องโหว่โดยไม่ต้องอัปเดตใหญ่ มุมมองส่วนตัวคือถ้าอยากคุมทุกอย่างแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ปิดทั้งหมดไปเลย แต่ถ้ากังวลเรื่องความปลอดภัยก็อาจเปิดแค่ตัวแพตช์เล็กไว้ แล้วปิดตัวติดตั้งใหญ่ เพื่อให้ยังมีเวลาอ่านรีวิวก่อนว่าเวอร์ชันใหม่มีบั๊กอะไรหรือเปล่า

ปัญหาที่เจอบ่อยคือปิดสวิตช์แล้วแต่ไฟล์อัปเดตดันโหลดมาก่อนหน้านั้นแล้ว เครื่องก็ยังเด้งเตือนให้ติดตั้งอยู่ดี วิธีแก้คือลบไฟล์นั้นทิ้งเอง เข้าไปที่การตั้งค่า ทั่วไป พื้นที่จัดเก็บข้อมูลไอโฟน แล้วเลื่อนหาไฟล์ที่ชื่อ iOS หรือ iPadOS จะเห็นขนาดประมาณ 5-7 กิกะ แตะเข้าไปแล้วกดลบอัปเดต ยืนยันอีกครั้ง แค่นี้พื้นที่ก็คืนมา เครื่องก็เลิกกวนใจ การทำแบบนี้ไม่ต้องต่อคอม ไม่เสียเงินเพิ่ม แค่ใช้เวลาไม่ถึงนาที

พอไฟล์หายไปแล้ว การแจ้งเตือนแบบติดตั้งตอนนี้หรือเตือนทีหลังก็จะหายไปด้วย รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเพราะเลือกได้ว่าจะอัปเดตตอนเน็ตบ้านว่างๆ หรือตอนอยู่ร้านกาแฟที่ไวไฟแรงๆ ไม่อยากให้เครื่องตัดสินใจตอนกำลังเดินทางแล้วเน็ตมือถือไหลเป็นน้ำ ค่าแพ็กเกจเดือนละเกือบพันบาทจะได้ไม่โดนกินเพราะไฟล์ระบบแอบโหลด การคุมจังหวะเองทำให้ใช้งานลื่นกว่า ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าแอปธนาคารหรือแอปทำงานจะพังหลังอัปเดต

ถ้าอยากเอาให้ชัวร์แบบขั้นสุด มีอีกวิธีที่เคยลองคือบล็อกโดเมนอัปเดตจากเราท์เตอร์ที่บ้าน เข้าไปที่หน้าตั้งค่าเราท์เตอร์ผ่านเบราว์เซอร์ ปกติจะเป็น 192.168.0.1 แล้วหาหมวดบล็อกโดเมนหรือ parental control ใส่ชื่อ appldnld.apple.com กับ mesu.apple.com เพิ่มเข้าไปสองรายการ บันทึกแล้วรีสตาร์ทเราท์เตอร์ ผลคือไอโฟนจะขึ้นว่าไม่สามารถตรวจสอบอัปเดตได้ วิธีนี้แรงหน่อย เหมาะกับเครื่องเก่าที่ไม่อยากเสี่ยงให้ระบบใหม่ทำให้ช้าลง หรือคนที่ใช้เน็ตแบบจำกัดปริมาณจริงๆ

การปิดอัปเดตอัตโนมัติไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แค่เป็นการขอพื้นที่ตัดสินใจเองมากกว่า ชอบรอให้คนอื่นลองก่อนสองสามสัปดาห์ อ่านฟีดแบ็ก ดูว่ามีปัญหาแบตไหลหรือแอปเด้งไหม แล้วค่อยกดอัปเดตตอนพร้อมจริงๆ เครื่องก็อยู่กับเรานานขึ้น ใช้งานได้ตามจังหวะชีวิต ไม่ต้องตื่นมาเจออะไรเปลี่ยนแบบไม่ทันตั้งตัว ความรู้สึกคุมเครื่องได้เองแบบนี้ทำให้ใช้ไอโฟนสนุกกว่าเดิมเยอะ

สรุป

ไอโฟนตั้งค่ามาให้โหลดและติดตั้ง iOS เองตอนกลางคืนถ้าเสียบชาร์จและต่อไวไฟ ทำให้เครื่องเปลี่ยนเองโดยไม่ได้กดอนุญาต การปิดเองทำได้ในเมนูการตั้งค่าและลบไฟล์อัปเดตที่โหลดมาแล้วทิ้ง จะช่วยคุมพื้นที่เครื่องและเลือกเวลาอัปเดตเองได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องเน็ตหมดหรือแอปมีปัญหา

  • เข้า การตั้งค่า ทั่วไป อัปเดตซอฟต์แวร์ อัปเดตอัตโนมัติ แล้วปิดสวิตช์ดาวน์โหลดอัปเดต iOS
  • ปิดสวิตช์ติดตั้งอัปเดต iOS และเลือกเปิดหรือปิดรายการความปลอดภัยตามที่สบายใจ
  • ถ้าเครื่องโหลดไฟล์มาแล้ว ให้ไปที่พื้นที่จัดเก็บข้อมูลไอโฟน หาไฟล์ iOS แล้วกดลบอัปเดต
  • ต้องการบล็อกถาวร ทำได้โดยเพิ่มโดเมน appldnld.apple.com และ mesu.apple.com ในเราท์เตอร์

วิธีปิดอัปเดต iOS อัตโนมัติ ไม่อยากให้เครื่องอัปเดตเองทำยังไง