เปิดเทอมใหม่ทั้งที อุปกรณ์การเรียนก็ต้องพร้อม จะจดเลคเชอร์ ทำพรีเซนต์ วาดรูป หรือตัดต่อวิดีโอส่งงาน iPad ถือเป็นตัวช่วยที่ครบจบในเครื่องเดียวเลย ตอนนี้มีโปรราคาเพื่อการศึกษาที่ถูกกว่าราคาปกติเยอะมาก แถมผ่อนสบายไม่ต้องใช้บัตรเครดิตก็ได้ ทำให้เข้าถึงง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะ
ไม่ว่าจะเรียนสายไหน มหาวิทยาลัยอะไร หรือเป็นอาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา ก็ใช้สิทธิ์ซื้อ iPad ราคานักศึกษาได้เหมือนกัน แค่มีอีเมลของสถาบันแล้วยืนยันตัวตนผ่าน UNiDAYS ก็ได้ส่วนลดทันที บางร้านใจดีถึงขั้นให้นักเรียน ม.ปลาย ใช้สิทธิ์ได้ด้วย ถ้ากำลังมองหา iPad เครื่องใหม่ไว้ใช้เรียนยาวๆ ช่วงนี้คือจังหวะดีที่สุดแล้ว

สำหรับนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยที่กำลังมองหา iPad ไว้ใช้เรียนหรือทำงาน ตอนนี้มีหลายร้านที่เป็นตัวแทนจำหน่ายของ Apple อย่างเป็นทางการเปิดให้ซื้อ iPad ราคาเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ ซึ่งราคาจะถูกกว่าราคาปกติหลายพันบาทเลยทีเดียว โดยเงื่อนไขหลักคือต้องเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่หรือเป็นบุคลากรในสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และต้องมีอีเมลของสถาบันที่ยังใช้งานได้อยู่เพื่อใช้ยืนยันตัวตนผ่านระบบ UNiDAYS ที่เป็นการลงทะเบียนตรวจสอบสถานะการเป็นนักศึกษา อาจารย์ หรือบุคลากรทางการศึกษา เมื่อยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้วจะได้รหัสส่วนลดหรือที่เรียกว่า EC Code มาใช้กรอกตอนซื้อสินค้า ราคาในหน้าชำระเงินก็จะปรับจากราคาปกติมาเป็นราคาเพื่อการศึกษาทันที และโดยปกติจะจำกัดสิทธิ์ซื้อ iPad ได้ 1 เครื่องต่อปีเท่านั้น
ร้านที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้และได้รับความนิยมมากคือ iStudio by copperwired ซึ่งถือเป็นร้านตัวแทนจำหน่ายสินค้า Apple เจ้าแรกในประเทศไทย สามารถซื้อได้ทั้งหน้าร้าน iStudio และ U-Store by copperwired ทุกสาขา หรือจะสั่งซื้อออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ istudio.store/education ก็สะดวกเหมือนกัน จุดเด่นของที่นี่คือมีโปรผ่อนชำระแบบไม่ต้องใช้บัตรเครดิตด้วย เช่น SPayLater ผ่อน 0% นานสูงสุด 1 เดือน หรือผ่อนดอกเบี้ยพิเศษได้นานถึง 24 เดือน รวมถึง Pay Next Extra ที่ผ่อน 0% ได้ถึง 10 เดือน และ Ulite ที่ไม่ต้องวางดาวน์ ทำให้เข้าถึงง่ายแม้ยังไม่มีบัตรเครดิต สินค้าที่ร่วมรายการมีทั้ง iPad, Mac, Apple Pencil และ AppleCare+ ครบทุกอย่างที่จำเป็นต่อการเรียน
อีกหนึ่งร้านที่เน้นเรื่องการศึกษาโดยตรงคือ Studio7 Education ที่เปิดหน้าเว็บ education.studio7thailand.com ไว้สำหรับขาย iPad ราคานักเรียนนักศึกษาโดยเฉพาะ มีให้เลือกครบทุกรุ่นตั้งแต่ iPad รุ่นเริ่มต้น, iPad Air, iPad Pro ไปจนถึง iPad mini และเป็นเครื่องใหม่ที่มาพร้อมชิป M2 หรือ M4 ที่เร็วแรง ใช้งานเรียนออนไลน์ จดเลคเชอร์ หรือตัดต่อวิดีโอก็ลื่นไหลไม่มีสะดุด จุดที่ทำให้น่าสนใจคือบางรุ่นเปิดให้ผ่อน 0% นานสูงสุดถึง 24 เดือน และมีประกัน iCare เพิ่มความอุ่นใจให้ด้วย ที่สำคัญคือที่นี่ไม่ได้จำกัดแค่ระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น เพราะมีข้อมูลว่านักเรียนระดับมัธยมปลายหรือแม้แต่ประถมก็สามารถขอใช้สิทธิ์ซื้อได้เหมือนกัน ขอแค่มีเอกสารยืนยันสถานะนักเรียน เช่น บัตรนักศึกษา ก็ลองสอบถามทางร้านได้เลย
นอกจากสองร้านหลักนี้แล้ว ยังมี EDU Store by SPVi ที่ทำคอนเทนต์สอนวิธีผ่อน iPad แบบไม่ใช้บัตรเครดิตอย่างละเอียด และให้ติดต่อขอโค้ดส่วนลดผ่านทาง Facebook หรือ Line @edustore ได้โดยตรง โดยจะแนะนำช่องทางผ่อนหลายแบบทั้ง ThisShop, UFUND, SPayLater ให้เลือกตามความสะดวก และร้านจะช่วยเช็ครายชื่อโรงเรียนที่เข้าร่วมให้ก่อนด้วย ส่วน U-Store by UFicon ก็เป็นอีกร้านที่จัดโปร Back to School ทุกปี ลดราคาทั้ง iPad และ Mac สูงสุดถึง 13,300 บาท เหมาะกับช่วงเปิดเทอมที่ต้องการอุปกรณ์ใหม่พร้อมส่วนลดจัดเต็ม
ฝั่งค่ายมือถืออย่าง AIS Store ก็เข้าร่วมด้วยเหมือนกัน ทุกสาขาทั่วประเทศสามารถซื้อ iPad เครื่องเปล่าราคาเพื่อการศึกษาได้เลย ไม่ติดสัญญาแพ็กเกจ และมีส่วนลดสูงสุด 6,100 บาท พร้อมโปรผ่อน 0% และเพิ่มประกัน AIS Care+ ได้อีก บางครั้งยังมีของแถมเป็นเคสหรือคีย์บอร์ดบลูทูธลดเพิ่มให้อีก 100 บาท ถือว่าคุ้มมากสำหรับคนที่ใช้เครือข่าย AIS อยู่แล้ว นอกจากนี้ร้านออนไลน์ของ Apple เองก็มีหน้าร้านเพื่อการศึกษาแยกออกมาโดยเฉพาะ และมักจะจัดแคมเปญ Apple Back to School ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนของทุกปี ซึ่งในปี 2025 นี้จัดตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน ให้ส่วนลดทั้ง iPad และ Mac พร้อมของแถมเลือกได้อย่าง AirPods 4 หรือ Apple Pencil Pro ฟรีไปเลย หรือถ้าอยากได้รุ่นท็อปขึ้นก็จ่ายส่วนต่างเพิ่มนิดเดียว
สำหรับราคาตัวอย่างที่อัปเดตล่าสุด iPad Air 11 นิ้วชิป M4 รุ่น Wi-Fi 128GB ราคานักศึกษาจะอยู่ที่ 20,700 บาท จากราคาปกติ 21,900 บาท ถูกลงไป 1,200 บาท ส่วนรุ่นที่ใส่ซิมได้ Wi-Fi + Cellular ราคานักศึกษาอยู่ที่ 26,700 บาท ถ้าเป็น iPad รุ่นเริ่มต้น 11 นิ้วชิป A16 ปี 2025 ราคานักศึกษาเริ่มประมาณ 12,000 บาทเท่านั้น ถูกกว่าราคาปกติที่ 12,900 บาท ทำให้เข้าถึงง่ายมากแม้มีงบจำกัด และช่วงโปร Back to School รุ่น iPad Air M3 11 นิ้วก็เริ่มต้นแค่ 20,100 บาท ส่วน iPad Pro M4 11 นิ้วเริ่มต้นที่ 33,900 บาท พร้อมรับส่วนลดอุปกรณ์เสริม Magic Keyboard เพิ่มอีก เรียกว่ายิ่งซื้อคู่กันยิ่งประหยัด
อีกเรื่องที่ควรรู้คือการซื้อ iPad เพื่อการศึกษาไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่เริ่มต้นด้วยการสร้างบัญชี UNiDAYS ด้วยอีเมลส่วนตัว จากนั้นนำอีเมลของมหาวิทยาลัยไปยืนยันสถานะ รอระบบตรวจสอบไม่นานก็จะได้ EC Code มาใช้ทันที นำโค้ดนี้ไปกรอกในหน้าชำระเงินของร้านที่ร่วมรายการ ราคาก็จะเปลี่ยนให้อัตโนมัติ ขั้นตอนทั้งหมดทำออนไลน์ได้เลยไม่ต้องเดินทางไปที่ร้านก่อน และถ้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่มีอีเมลสถาบัน ลองติดต่อร้านโดยตรงเพราะบางร้านมีวิธีอื่นช่วยยืนยันตัวตนให้ได้ ช่วงนี้หลายร้านเริ่มทำคอนเทนต์วิดีโอสอนขั้นตอนแบบจับมือทำทีละขั้นไว้ใน Instagram และ Facebook แล้ว ทำให้เข้าใจง่ายและทำตามได้เลยทันทีโดยไม่ต้องกลัวทำผิด
สรุป
- ซื้อ iPad ราคานักศึกษาได้จากร้านตัวแทน Apple ที่ร่วมโปรแกรมเพื่อการศึกษา เช่น iStudio by copperwired, Studio7 Education, U-Store, EDU Store by SPVi, Apple Store ออนไลน์ และ AIS Store ทุกสาขา ราคาถูกกว่าปกติ 1,000 6,000 บาท ขึ้นกับรุ่น
- วิธีรับสิทธิ์ ต้องเป็นนักศึกษา อาจารย์ หรือบุคลากรระดับมหาวิทยาลัยในไทย สมัครยืนยันตัวตนผ่าน UNiDAYS ด้วยอีเมลสถาบัน จะได้รหัสส่วนลด EC Code นำไปกรอกตอนจ่ายเงิน ราคาจะปรับเป็นราคาพิเศษทันที ซื้อได้ 1 เครื่องต่อคนต่อปี บางร้านอย่าง Studio7 เปิดให้นักเรียน ม.ปลาย ซื้อได้ด้วย
- ตัวอย่างราคา iPad Air M4 11" Wi-Fi 128GB ราคานักศึกษา 20,700 บาท จากปกติ 21,900 บาท iPad รุ่น 11" A16 เริ่ม 12,000 บาท ช่วงโปร Back to School มิ.ย. ก.ย. ของทุกปี มีแถมฟรี AirPods 4 หรือ Apple Pencil Pro เลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่ง
- จุดเด่นแต่ละร้าน iStudio กับ EDU Store ผ่อนได้ไม่ใช้บัตรเครดิต ผ่าน SPayLater, Pay Next Extra, Ulite ผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน Studio7 มีประกัน iCare AIS ซื้อเครื่องเปล่าไม่ติดสัญญา ลดสูงสุด 6,100 บาท Apple Store ออนไลน์ซื้อตรงได้เลย สะดวก ทำทุกขั้นตอนผ่านเว็บตั้งแต่สมัคร UNiDAYS จนถึงชำระเงิน ไม่ต้องไปหน้าร้านก็ได้
iPad เพื่อการศึกษา ซื้อได้ที่ไหนบ้าง
MacBook เป็นของชิ้นสำคัญที่พกไปไหนมาไหนทุกวัน จะไปทำงาน เข้าคลาส หรือนั่งคาเฟ่ กระเป๋าเป้ดีๆ ช่วยปกป้องเครื่องไม่ให้เป็นรอย ไม่ให้กระแทก เจอฝนก็ยังอุ่นใจ แถมต้องใส่ของอื่นได้ด้วย ทั้งที่ชาร์จ เมาส์ สมุด ขวดน้ำ ถ้าเลือกผิดใบเดียว สะพายแล้วหนักไหล่ จุของไม่พอ หรือกันน้ำไม่ได้ ใช้ไปไม่นานก็ต้องเปลี่ยนใหม่
ตอนนี้มีกระเป๋าเป้ใส่ MacBook ให้เลือกเยอะมาก ทั้งรุ่นกันกระแทกหนาๆ แบบ Tomtoc สายแฟชั่นน่ารักอย่าง Bonbon กับ Durlapue หรือรุ่นคุ้มๆ ราคาหลักร้อยอย่าง HP Everyday แต่ละใบมีจุดเด่นต่างกัน ทั้งขนาด ช่องเก็บของ วัสดุกันน้ำ น้ำหนัก ราคาตั้งแต่ 300 กว่าบาทไปจนถึงสองพัน ลองดูว่าไลฟ์สไตล์เป็นแบบไหน พกเครื่องกี่นิ้ว เน้นลุยหรือเน้นถ่ายรูป จะได้เจอใบที่ใช่ ใช้ได้ยาวๆ ไม่ต้องเสียเงินหลายรอบ

Tomtoc Defender-A13 Kit เป็นกระเป๋าเป้ที่เห็นใช้กับ MacBook กันเยอะมาก เพราะออกแบบมาเพื่อป้องกันแรงกระแทกโดยเฉพาะ ตรงมุมกระเป๋าเสริมเทคโนโลยี CornerArmor ที่หนากว่าปกติ ทำให้เวลาวางกระเป๋าหรือเผลอทำตก เครื่องด้านในยังปลอดภัยอยู่ จุ MacBook ได้ตั้งแต่ 13 นิ้วไปจนถึง 16 นิ้วเลย แล้วรุ่นนี้ยังแถมกระเป๋าเล็กมาให้อีกใบสำหรับใส่เมาส์ สายชาร์จ อะแดปเตอร์ ไม่ต้องยัดรวมกับตัวเครื่องให้เป็นรอย ตัวผ้าด้านนอกกันน้ำได้ระดับหนึ่ง เจอละอองฝนระหว่างเดินไปทำงานก็ยังไหว ราคาอยู่ที่ประมาณ ฿1,390 ถึง ฿1,490 ถือว่าไม่แรงเกินไปเมื่อเทียบกับการป้องกันที่ได้ เหมาะกับการพกไปข้างนอกทุกวัน ขึ้นรถไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ หรือเดินทางต่างจังหวัดบ่อยๆ เพราะน้ำหนักกระเป๋าไม่มากแต่ปกป้องเครื่องได้ดีจริง
อีกตัวที่ตอบโจทย์คนทำงานคือ Tomtoc Defender-A42 รุ่นนี้ขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย รองรับ MacBook ได้ถึง 17 นิ้ว จุดที่ต่างจากรุ่นอื่นคือมีสายสะพายข้างแบบถอดได้มาให้ด้วย นอกจากสะพายหลังแล้วยังถือแบบ Briefcase ไปประชุมได้เลย ดูเป็นทางการขึ้นทันที ด้านในบุกันกระแทกเหมือนกันทุกด้าน ซิปเป็นแบบกันน้ำ หูหิ้วจับถนัดมือ ราคาขยับมาที่ ฿1,690 ถึง ฿1,990 สำหรับคนที่ต้องพกโน้ตบุ๊กเข้าออฟฟิศลูกค้า หรือไปพรีเซนต์งานบ่อยๆ รุ่นนี้ช่วยให้ลุคดูโปรขึ้นเยอะ แถมช่องด้านหน้าเก็บเอกสาร A4 หรือแท็บเล็ตเพิ่มได้อีก ไม่ต้องถือหลายใบให้พะรุงพะรัง
สำหรับงบประหยัดแต่ยังอยากได้ฟังก์ชันครบ HP Everyday 16 Laptop Backpack ถือว่าตอบโจทย์มาก ราคาแค่ 590 บาท แต่ได้ช่องบุกันกระแทกสำหรับ MacBook สูงสุด 16 นิ้ว ด้านหลังกับสายสะพายบุดว้ยตาข่ายช่วยระบายอากาศ สะพายตอนกลางวันอากาศร้อนๆ แล้วไม่เปียกเหงื่อติดหลัง มีสายรัดด้านหลังสำหรับสอดเข้ากับคันชักกระเป๋าเดินทาง เวลาไปสนามบินก็ลากไปพร้อมกันได้เลย ช่องเก็บของด้านในมี 4 ช่อง ด้านนอกอีก 2 ช่อง ใส่ขวดน้ำ ร่มพับ พาวเวอร์แบงค์ได้หมด ผ้าเป็นโพลีเอสเตอร์ 600D รีไซเคิล ทนรอยขีดข่วนและกันน้ำได้ด้วย น้ำหนักกระเป๋าเปล่าแค่ 0.57 กิโลกรัม สะพายทั้งวันก็ไม่ล้าไหล่ เหมาะกับนักศึกษา หรือคนเพิ่งเริ่มทำงานที่อยากได้เป้ใบเดียวจบ
ถ้าชอบสไตล์มินิมอลน่ารักๆ Bonbon เป็นแบรนด์ไทยที่ทำเคสและกระเป๋าใส่ MacBook ออกมาได้ถูกใจสายคาเฟ่ ตัวกระเป๋าใช้หนัง PU ผิวเรียบ ทำความสะอาดง่าย มีแม่เหล็กปิดแทนซิป เปิดหยิบเครื่องได้ไว ข้างในบุกำมะหยี่นุ่มไม่ทำให้เครื่องเป็นรอย ลายยอดฮิตจะเป็นยูนิคอร์นกับหมี สีครีม สีชมพู สีฟ้าพาสเทล ถ่ายรูปลงโซเชียลขึ้นกล้องมาก ใส่ MacBook 13 นิ้วได้พอดี ราคาประมาณ 890 บาท น้ำหนักเบา ถือไปทำงานหรือไปนั่งร้านกาแฟได้ทุกวัน บางคนเอาไปใช้เป็นกระเป๋าถือใบเล็กเลยเพราะดีไซน์เหมือนกระเป๋าแฟชั่น ไม่เหมือนกระเป๋าโน้ตบุ๊กทั่วไปที่ดูเทอะทะ
Durlapue iPad MacBook Bag ก็เป็นอีกใบที่กำลังมาแรงในกลุ่มที่ชอบความนุ่มฟู ตัวกระเป๋าเป็นทรงควิลท์บุฟองน้ำหนา จับแล้วนิ่มมือมาก กันน้ำได้ มีให้เลือก 5 สีคือครีม เขียวอ่อน ชมพู ฟ้า และดำ ช่องด้านในกว้าง ใส่ iPad 12.9 นิ้วพร้อม MacBook 13 นิ้วได้สองเครื่องพร้อมกัน ยังเหลือที่ให้ใส่สมุด ที่ชาร์จ หรือกระเป๋าสตางค์ใบเล็กได้อีก หูหิ้วโค้งรับกับมือ ถือเดินห้างหรือไปเรียนพิเศษก็สะดวก น้ำหนักเบา สะพายแล้วไม่ดูเป็นทางการเกินไป เข้ากับชุดทำงานชุดเที่ยวได้หมด ราคาไม่สูงมากเมื่อเทียบกับวัสดุและความจุที่ให้มา ใช้ทุกวันได้แบบไม่ต้องระวังมาก
สายมินิมอลที่ไม่อยากสะพายเป้ใหญ่ๆ Ugreen Waterproof 60985 เป็นเคสแบบถือที่ตอบโจทย์ ไซส์สำหรับ MacBook 13.3 นิ้วโดยเฉพาะ ความหนาแค่ 2 เซนติเมตร น้ำหนัก 153 กรัมเท่านั้น เบาจนลืมว่าถืออยู่ ด้านนอกเป็นหนัง PU กันน้ำ กันรอยเปื้อน ด้านในบุไหมคอตตอนกับคริสตัลกำมะหยี่ ป้องกันรอยขีดข่วนบนฝาเครื่องได้ดีเยี่ยม ซิปเปิดปิดลื่นไม่กินผ้า ราคาแค่ 322 บาท พกใส่กระเป๋าโท้ทหรือกระเป๋าเป้ใบใหญ่อีกทีก็ได้ หรือใช้เดี่ยวๆ ถือไปประชุมสั้นๆ ก็คล่องตัว ที่เจ๋งคือกางออกมาใช้เป็นแผ่นรองเมาส์ได้ด้วย เหมาะกับคนที่ทำงานแบบไม่ต้องพกของเยอะ เน้นหยิบใช้ง่ายและเคลื่อนที่เร็ว
นอกจากรุ่นข้างบน แบรนด์ที่หาซื้อง่ายตามร้านไอทีอย่าง TECHPRO ก็มีรุ่น Waterproof Detachable สำหรับ MacBook 14 นิ้ว ราคา 490 บาท ได้ผ้าโพลีเอสเตอร์เคลือบ TPU กันน้ำ ส่วน Incase Compass Brief ราคา 2,090 บาท ใช้ผ้า Flight Nylon ทนมาก ทรง Briefcase ใส่ MacBook 13 นิ้วแล้วดูภูมิฐาน หรือ Icarer Oxford กับ Plush ราคา 390 บาท ลาย Dono Meme น่ารัก บุกันกระแทกสำหรับ 14 นิ้ว การเลือกจริงๆ ให้ดูขนาดเครื่องก่อนเป็นหลัก แล้วค่อยดูว่าไลฟ์สไตล์เป็นแบบไหน ถ้าต้องลุยแดดลุยฝนทุกวัน เลือกผ้าไนลอนหรือโพลีเอสเตอร์กันน้ำและมีฟองน้ำหนาๆ ถ้าทำงานในออฟฟิศเป็นหลัก อาจเลือกทรง Briefcase หรือเคสถือที่หยิบเข้าออกสะดวก ช่องเก็บของก็สำคัญ ถ้าพกอุปกรณ์เยอะให้หารุ่นที่มีช่องแยกเมาส์ อะแดปเตอร์ ปากกา จะได้ไม่ชนกับตัวเครื่อง ส่วนเรื่องน้ำหนัก เป้เปล่าไม่ควรเกิน 1 กิโลกรัม ไม่อย่างนั้นรวมเครื่องกับของแล้วจะปวดหลังเอาได้ สีกับดีไซน์ก็เลือกให้เข้ากับการแต่งตัว เพราะกระเป๋าโน้ตบุ๊กทุกวันนี้เป็นเหมือนแอคเซสเซอรี่ชิ้นหนึ่งไปแล้ว ใช้ได้ทั้งปกป้องเครื่องและคอมพลีทลุคในเวลาเดียวกัน
สรุป
สายกันกระแทก ใช้งานหนัก
- Tomtoc Defender-A13 Kit ฿1,390–1,490 ใส่ได้ 13–16 นิ้ว มุมเสริม CornerArmor กันกระแทกดีมาก มีกระเป๋าเล็กแยกใส่อุปกรณ์ ผ้ากันน้ำ เหมาะพกทุกวัน ขึ้นรถไฟฟ้า เดินทางบ่อย
- Tomtoc Defender-A42 ฿1,690–1,990 ใส่ได้ถึง 17 นิ้ว ถอดสายเป็นสะพายข้างได้ ทรงทำงาน ดูโปร ซิปกันน้ำ ช่องเก็บเอกสารได้
งบประหยัด ช่องเยอะ
- HP Everyday 16 ฿590 ใส่ได้สูงสุด 16 นิ้ว หลังบุตาข่ายระบายอากาศ มีสายรัดคล้องกระเป๋าเดินทาง ช่องรวม 6 ช่อง ผ้า 600D กันน้ำ น้ำหนักเบาแค่ 0.57 กก.
สายแฟชั่น น่ารัก พกไปคาเฟ่
- Bonbon ฿890 แบรนด์ไทย หนัง PU ปิดแม่เหล็ก บุกำมะหยี่นุ่ม ลายยูนิคอร์น/หมี สีพาสเทล ใส่ 13 นิ้ว น้ำหนักเบา ถือเป็นกระเป๋าแฟชั่นได้
- Durlapue ทรงควิลท์นุ่ม กันน้ำ 5 สี ใส่ MacBook + iPad ได้พร้อมกัน หูหิ้วจับถนัด ใช้ทุกวันได้
แบบถือ บางเบา
- Ugreen 60985 ฿322 เคส 13.3 นิ้ว หนา 2 ซม. หนัก 153 กรัม หนัง PU กันน้ำ บุคอตตอนกันรอย กางเป็นแผ่นรองเมาส์ได้ เหมาะพกน้อยชิ้น
แบรนด์หาง่ายตามร้านไอที
- TECHPRO ฿490 กันน้ำ ใส่ 14 นิ้ว
- Incase Compass Brief ฿2,090 ผ้า Flight Nylon ทน ทรง Briefcase ใส่ 13 นิ้ว
- Icarer Oxford/Plush ฿390 ลายน่ารัก บุกันกระแทก ใส่ 14 นิ้ว
เลือกแบบไหนดี
- เช็คขนาด MacBook ก่อน แล้วดูการใช้งาน ถ้าลุยฝนทุกวัน เลือกผ้ากันน้ำ ฟองน้ำหนา อย่าง Tomtoc, HP, TECHPRO ถ้าพกของเยอะ หารุ่นมีช่องแยกเยอะ น้ำหนักเป้เปล่าไม่ควรเกิน 1 กก. สายทำงานเลือกทรง Briefcase หรือ Tomtoc A42 สายคาเฟ่ไป Bonbon, Durlapue เน้นเบาๆ ไป Ugreen แบบถือ
กระเป๋าเป้ใส่ MacBook ใช้ของอะไรดี
อุปกรณ์เสริมชิ้นสำคัญที่คนใช้ iPhone ไม่ควรละเลยเลยคือ ฟิล์มเลนส์กล้อง เพราะเลนส์ด้านหลังเป็นจุดที่ถลอกและแตกง่ายมากจากของมีคมในกระเป๋า หรือแม้แต่การวางลงบนโต๊ะเพียงครั้งเดียวก็อาจทิ้งรอยถาวรได้ และรอยเหล่านั้นก็จะส่งผลต่อความชัดของการถ่ายรูปทันที ยิ่งไอโฟนรุ่นใหม่ที่มีราคาสูง ยิ่งต้องดูแลให้ดี ก่อนที่เลนส์จะเสียจนต้องเปลี่ยนทั้งชุด ซึ่งมีมูลค่าหลายพันบาท
การเลือกฟิล์มเลนส์กล้องให้เหมาะกับ iPhone ของตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ควรซื้อของราคาถูกแบบไม่มีคุณภาพมาติด เพราะบางรุ่นทำให้ภาพเบลอ หรือแฟลชสะท้อนจนถ่ายรูปไม่ได้คุณภาพ ฟิล์มดีๆ มีหลายยี่ห้อที่ทั้งแข็งแรง ติดง่าย ไม่กระทบต่อการถ่ายรูป และมีราคาเหมาะกับทุกงบ ไม่ว่าจะอยากได้แซฟไฟร์เกรดพรีเมียมหรือกระจก Gorilla Glass มาตรฐานก็ถือว่าดีทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือต้องเลือกให้ตรงรุ่นและมีคุณภาพจริง เพื่อป้องกันเลนส์จากรอยขีดข่วนในระยะยาว

ถ้ากำลังมองหากล้อง iPhone รู้ไหมว่าฟิล์มเลนส์กล้องสำคัญแค่ไหน โดยเฉพาะกับเครื่องราคาแพงอย่างไอโฟนที่เลนส์แตกหรือขีดข่วนง่ายมาก อีกตัวที่ใครๆ ก็แนะนำคือ iMos Sapphire Lens Protector ที่ทำจากกระจกแซฟไฟร์แท้จากไต้หวัน แข็งแรงระดับ 7M เกือบเท่าเพชร ทดสอบขูดด้วยกระดาษทรายก็ยังไม่มีรอย รีวิวนี้ยืนยันว่าเป็น Best Seller ที่ร้าน 425° ใช้งานจริงแล้วชัดเจนมาก ฟิล์มเลนส์เหล่านี้ไม่ทำให้ภาพเบลอ ไม่มีปัญหาเรื่องแฟลชสะท้อน ถ่ายรูปได้เหมือนเดิมทุกประการ การติดฟิล์มเลนส์จาก iMos ก็ง่าย ไม่ต้องจ้างร้านแต่งเครื่องแพงๆ คนที่ต้องการความมั่นใจในคุณภาพก็มักจะเลือกตัวนี้
บางคนอาจจะชอบของที่ราคาหลักร้อยอย่าง Hi-Shield ที่ใช้กระจก Corning Gorilla Glass มาตรฐาน USA ซึ่งทนทานและรับมือกับรอยขีดข่วนได้ดี มีรุ่นเต็มแผ่นขายในราคาประมาณ 239 บาท หลายคนเลือก Hi-Shield เพราะรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ให้ความรู้สึกมั่นใจเวลาใช้งาน เจ้าของเครื่องที่ใช้ Hi-Shield บอกว่าพอติดแล้วก็เหมือนได้ปกป้องเลนส์โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคาแพง เหมาะสำหรับคนที่อยากคุ้มค่าเงินแต่ยังได้ฟิล์มคุณภาพดี
คนที่ชอบฟิล์มติดง่ายและต้องการความพรีเมียมแบบยุโรปมักจะเลือก PanzerGlass จากเดนมาร์ก ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องฟิล์มกระจกกันรอยคุณภาพสูง รุ่น Transparent Hoops สำหรับเลนส์ออกแบบมาเฉพาะ ไม่ต้องกังวลเรื่องฝุ่นหรือการติดไม่พอดี ราคาค่อนข้างสูงประมาณพันกว่าบาท แต่คุณภาพก็คุ้มค่า หลายคนบอกว่าติดเองที่บ้านก็ยังง่าย เพราะระบบจัดแนวทำมาได้ดีมาก
ถ้าชอบฟิล์มที่มีดีไซน์โค้งตามเลนส์จริงๆ มีแบบ Focus Sapphire Hybrid ที่ทำเป็น 3D โค้งเสมือนเลนส์จริง ความแข็งสูงถึง 7M ทนรอยขีดข่วนมากกว่ากระจกทั่วไปที่มีแค่ 5M ราคากลับไม่แพงมาก เพียง 790 บาท ฟิล์มโฟกัสนี้ขอบบางเนียนกลมกลืนกับเครื่องเหมือนไม่ได้ติด ผู้ใช้หลายคนบอกว่าใช้ Focus แล้วภาพชัดเหมือนเดิม ไม่มีแสงสะท้อนหรือเงาแปลกๆ และที่สำคัญคือราคาพอจับต้องได้
ใน Facebook มีคนถามว่าใช้แบบไหนดี ก็มีคนแนะนำ Ablemen ที่เป็นแบบแซฟไฟร์ ถ่ายรูปชัดมาก รับประกันแตกเคลมได้ บางคนก็แนะนำ GZ ที่บอกว่าคุณภาพดีที่สุด หรือบางคนก็ชอบ iFilm 3 มิติ ที่สวยมาก ราคาดีด้วย ความชอบจึงแตกต่างกันไป บางคนต้องการความทนทานสุด บางคนต้องการความคุ้มค่า บางคนต้องการดีไซน์ที่ดี และแต่ละยี่ห้อก็ตอบโจทย์ต่างกันออกไป
ในตลาดก็มีฟิล์มเลนส์กล้องหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบครอบทั้งเลนส์และแบบแยกเลนส์ ซึ่งแบบแยกเลนส์จะดีกว่า เพราะแบบครอบฝุ่นเข้าง่าย ภาพมัวได้ง่าย ฟิล์มบางตัวอย่าง iFilm ก็มีหลายรุ่นให้เลือกสำหรับ iPhone 13, 14, 15, 16 ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีรุ่นของตัวเอง และหลายยี่ห้ออย่าง Focus, Hi-Shield, iMos ก็หาซื้อได้ทั่วไปใน Shopee, Lazada, ร้าน 425°, iStudio สะดวก ไม่ต้องรอสั่งจากต่างประเทศ
สรุป
- iMos Sapphire Lens Protector คือตัวเลือกอันดับ 1 ที่คนแนะนำมากที่สุด เพราะทำจากกระจกแซฟไฟร์แท้ แข็งแรงระดับ 7M เกือบเท่าเพชร ทนรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยม ไม่ทำให้ภาพเบลอ ไม่สะท้อนแฟลช ถ่ายรูปได้ชัดเหมือนไม่ได้ติดเลย ติดง่ายและขายดีที่ร้าน 425° แม้ราคาจะค่อนข้างสูง (650–1,090 บาท) แต่คุ้มค่ามากสำหรับคนที่ต้องการคุณภาพสูงสุด
- Hi-Shield เหมาะสำหรับคนชอบความคุ้มค่า ราคาประหยัด (ประมาณ 150–239 บาท) ใช้กระจก Corning Gorilla Glass มาตรฐาน USA ทนรอยได้ดี มีรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ฟีเจอร์ครบเหมาะสมกับงบ
- Panzerglass คือทางออกสำหรับคนที่ชอบแบรนด์พรีเมียมจากเดนมาร์ก ติดง่ายมาก ไม่ต้องจ้างร้าน เพราะออกแบบมาอย่างดีโดยเฉพาะรุ่น Transparent Hoops สำหรับเลนส์ ราคาค่อนข้างสูง (ประมาณ 1,490 บาท) แต่คุณภาพและความเนี๊ยบถือว่าคุ้มค่า
- Focus Sapphire Hybrid ออกแบบเป็น 3D โค้งตามเลนส์จริง ทนรอยขีดข่วน 7M ราคาย่อมเยากว่า (790 บาท) ภาพชัดไม่ต่างกัน ขอบบางกลมกลืนกับเครื่อง
- คนที่ใช้ฟิล์มครอบทั้งเลนส์มักเจอปัญหาฝุ่นเข้าและภาพมัว แนะนำให้ใช้แบบแยกเลนส์จะดีกว่า และทุกยี่ห้อข้างต้นหาซื้อได้ง่ายใน Shopee, Lazada, ร้าน 425°, iStudio ไม่ต้องรอสั่งจากต่างประเทศ
ถ้าอยากได้คุณภาพสุดและภาพชัดเหมือนเดิม ก็เลือก iMos
ถ้าอยากประหยัดแต่ Still ได้ของดี ก็เลือก Hi-Shield
ถ้าชอบของพรีเมียม ติดง่าย ก็เลือก Panzerglass
ถ้าอยากได้ดีไซน์โค้งสวย ราคาปานกลาง ก็เลือก Focus
สำคัญที่สุดคืออย่าซื้อของถูกมั่วๆ ที่ทำให้ภาพเบลอหรือแฟลชสะท้อน เพราะจะเสียเงินฟรีและเสียคุณภาพการถ่ายรูปด้วย