เวลามีโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว การปล่อยขายต่อถือเป็นทางเลือกที่ช่วยเปลี่ยนของที่ไม่ได้ใช้ให้กลายเป็นเงินได้ทันที แต่การจะเลือกขายให้ใครหรือร้านไหนก็ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะแต่ละที่ให้ราคาต่างกันพอสมควร บางร้านเน้นรับเร็ว บางร้านเน้นตรวจสภาพละเอียดก่อนตีราคา การเลือกให้เหมาะกับสภาพเครื่องและความต้องการจึงสำคัญมาก ไม่ว่าจะอยากขายไว หรืออยากได้ราคาดีขึ้นอีกนิด

อีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญคือความน่าเชื่อถือของแหล่งรับซื้อ เพราะปัจจุบันมีทั้งร้านจริงและร้านออนไลน์จำนวนมาก การดูแค่ราคาที่เสนออาจไม่พอ ต้องดูองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย เช่น ความชัดเจนของข้อมูลร้าน การติดต่อได้จริง หรือความสม่ำเสมอในการเคลื่อนไหวของเพจและช่องทางต่างๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยง และทำให้การขายโน๊ตบุ๊คมือสองเป็นเรื่องง่ายและสบายใจมากขึ้น

แหล่งรับซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง ในกรุงเทพ มีที่ไหนบ้าง ที่น่าเชื่อถือ

แหล่งรับซื้อโน๊ตบุ๊คมือสองในกรุงเทพที่ดูน่าเชื่อถือจริงๆ มักจะเป็นร้านที่มีตัวตนชัดเจนและมีข้อมูลติดต่อครบ อย่างร้านแนวซื้อขายออนไลน์ที่มีที่อยู่จริง เช่น ร้านแนวขาย-รับซื้อโน๊ตบุ๊คมือสองในโซนประเวศที่มีทั้งเบอร์โทร เว็บไซต์ และรีวิวระดับหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้เป็นแค่เพจลอยๆ แต่เป็นธุรกิจที่มีการติดต่อได้จริง การมีรายละเอียดครบแบบนี้ช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะสามารถเช็คราคา เปรียบเทียบ หรือแม้แต่โทรสอบถามก่อนขายได้เลย และยังมีลักษณะเป็นร้านที่รับงานประมูลหรือรับเครื่องจากหลายแหล่ง ทำให้ราคาที่เสนอมีความยืดหยุ่นพอสมควร

อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือร้านที่มีเว็บไซต์เฉพาะทางเกี่ยวกับโน๊ตบุ๊คมือสองโดยตรง เช่นเว็บขายโน๊ตบุ๊คมือสองที่มีรีวิวจำนวนมากและมีสินค้าแทบทุกแบรนด์ ตั้งแต่ Acer, Asus, Dell ไปจนถึง Lenovo จุดที่ดูน่าเชื่อถือคือมีฐานลูกค้าและมีการรีวิวค่อนข้างเยอะ รวมถึงมีการระบุข้อมูลติดต่อชัดเจนและมีสินค้าหลากหลาย ทำให้ภาพรวมดูเป็นร้านที่ทำธุรกิจจริงจัง ไม่ใช่แค่โพสต์ขายทั่วไป และยังสะท้อนว่ามีการหมุนเวียนสินค้าเยอะ ซึ่งมักจะรับซื้อเครื่องเข้ามาเรื่อยๆ ด้วย

ร้านที่มีหน้าร้านและมีรีวิวดีมากอีกกลุ่มคือร้านสาย IT โดยตรง อย่างร้านในโซนจตุจักรที่เน้นขายโน๊ตบุ๊คมือสองคุณภาพ มีทั้งเว็บไซต์และเพจ Facebook และมีจุดเด่นเรื่องการคัดสภาพเครื่อง พร้อมให้ประกันระยะสั้น เช่น 30 วัน รวมถึงมีการติดตั้งระบบให้พร้อมใช้งานก่อนขาย จุดนี้ทำให้รู้สึกว่าร้านไม่ได้แค่รับซื้อแล้วปล่อยขายทันที แต่มีการตรวจสอบก่อน ทำให้ภาพรวมดูน่าเชื่อถือมากขึ้น และเหมาะกับคนที่อยากได้ราคากลางๆ ไม่ถูกหรือแพงเกินไป

นอกจากร้านซื้อขายทั่วไป ยังมีร้านแนวรับจำนำหรือรับซื้อด่วนที่เปิดรับหลายแบรนด์ เช่น Apple, Asus, Dell หรือ HP ซึ่งร้านลักษณะนี้จะเหมาะกับการขายเร็ว ได้เงินทันที และมีช่องทางติดต่อผ่านไลน์หรือโทรศัพท์โดยตรง จุดเด่นคือความสะดวกและความเร็ว แต่ต้องดูรายละเอียดดีๆ เช่น ราคาที่เสนออาจจะต่ำกว่าร้านขายต่อทั่วไป เพราะเน้นรับความเสี่ยงและปล่อยของต่อเอง ร้านประเภทนี้ในกรุงเทพมีหลายจุด โดยเฉพาะย่านบางนาและโซนเมือง ซึ่งถือว่าเป็นอีกตัวเลือกที่ใช้งานได้จริง

อีกมุมหนึ่งที่เห็นชัดคือพฤติกรรมการซื้อขายโน๊ตบุ๊คมือสองในปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่หน้าร้าน แต่กระจายไปในโซเชียลและคอมมูนิตี้จำนวนมาก มีทั้งโพสต์รีวิว ร้านแนะนำ และกลุ่มซื้อขายที่มีคนติดตามจำนวนมาก ทำให้การเลือกขายต้องดูเครดิตของร้านหรือผู้รับซื้อให้ดี เช่น ดูรีวิว ดูคอมเมนต์ หรือดูว่ามีหน้าร้านหรือไม่ เพราะแม้การซื้อขายออนไลน์จะสะดวก แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องสภาพเครื่องและการโอนเงินอยู่เหมือนกัน ขณะที่ฝั่งหน้าร้านหรือร้านที่มีตัวตนชัดจะได้เปรียบตรงที่สามารถตรวจสอบเครื่องและตกลงราคาหน้างานได้ทันที 

สรุป

ร้านรับซื้อโน๊ตบุ๊คมือสองในกรุงเทพ (แนะนำ)

1. ร้านทีเอ็นคอมพิวเตอร์

  • ร้านคอมพิวเตอร์มือสอง
  • อยู่โซน พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ
  • รับซื้อ-ขายโน๊ตบุ๊คและคอมมือสอง
  • มีรีวิวจำนวนมากและคะแนนสูง
  • เหมาะกับคนที่อยาก “ไปหน้าร้าน” และเช็คราคาจริง

2. CPU 2 HAND

  • บริการซ่อมคอมพิวเตอร์
  • ย่านสาทร
  • รับซื้อ + ซ่อม + ขายคอม/โน๊ตบุ๊คมือสอง
  • มีเพจ Facebook (โซเชียลมีเดีย)
  • จุดเด่นคือมีบริการครบวงจร (รับซื้อ + ซ่อม)

3. Notebook Today

  • ร้านคอมพิวเตอร์
  • จตุจักร (รัชดา 36)
  • มีรีวิวดี และมีการขายผ่านเว็บ + Facebook
  • มี “ประกันสินค้า” สำหรับเครื่องที่ขาย
  • ถือว่าน่าเชื่อถือเพราะมีระบบรับประกัน

4. Jumnotebook

  • ร้านคอมพิวเตอร์มือสอง
  • ย่านบางนา
  • รับซื้อ/จำนำโน๊ตบุ๊ค และมือถือ
  • รองรับหลายแบรนด์ เช่น Apple, Dell, Asus
  • เหมาะกับคนที่ต้องการ “ขายด่วน / ได้เงินเร็ว”

5. BKN รับซื้อ-ขายโน๊ตบุ๊คมือสอง

  • ร้านคอมพิวเตอร์
  • โซนอ่อนนุช-พัฒนาการ
  • รับซื้อ-ขายเครื่องมือสองทั่วไป
  • ร้านขนาดกลาง รีวิวดี

6. รับซื้อคอมพิวเตอร์ Notebook อุปกรณ์ IT Server

  • ร้านคอมพิวเตอร์มือสอง
  • ลาดกระบัง
  • รับซื้อถึงที่ + เปิด 24 ชั่วโมง
  • เหมาะกับองค์กรหรือขายจำนวนมาก

7. Comdee2you

  • ผู้ค้าส่งอิเล็กทรอนิกส์
  • พัฒนาการ
  • มีรีวิวเยอะมาก (ระดับหลายร้อยรีวิว)
  • จุดเด่นคือ “น่าเชื่อถือจากรีวิวจำนวนมาก”

8. Hardware Import

  • ร้านคอมพิวเตอร์มือสอง
  • บางแค
  • รับซื้อ-ขายอุปกรณ์คอมมือสอง
  • เหมาะกับสาย IT / อุปกรณ์เฉพาะทาง

ร้าน/เว็บไซต์รับซื้อ (ไม่มีหน้าร้านเด่น แต่มีข้อมูลออนไลน์)

9. TJ PC / TJ Electronics

  • รับซื้อโน๊ตบุ๊คทั่วกรุงเทพ และรับถึงบ้าน
  • ซื้อทั้งรายบุคคลและองค์กร
  • เหมาะกับคนไม่อยากเดินทาง

10. Sale Notebook (รับซื้อ-ขายออนไลน์)

  • มีเว็บไซต์ + ติดต่อผ่านโทรศัพท์
  • รับซื้อโน๊ตบุ๊คมือสองทั่วไป

ร้านที่น่าเชื่อถือดูยังไง

  • มี หน้าร้านจริง หรือที่อยู่ชัดเจน
  • มี รีวิว (Google / Facebook)
  • มี ช่องทางติดต่อหลายช่องทาง
  • บางร้านมี รับประกัน / ตรวจสอบเครื่อง

คำแนะนำก่อนขาย

  • ควร ลบข้อมูลในเครื่องก่อนขาย
  • เช็คราคา “หลายร้าน” ก่อนตัดสินใจ
  • ถ่ายรูป/แจ้งสเปคให้ชัด จะได้ราคาดี

แหล่งรับซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง ในกรุงเทพ มีที่ไหนบ้าง ที่น่าเชื่อถือ

ตอนนี้โทรศัพท์ Android ออกใหม่เยอะมาก แต่ละรุ่นก็สเปกแรงขึ้นทุกปี กล้องชัดขึ้น แบตอึดขึ้น ชิปเร็วขึ้น เลือกไม่ถูกเลยว่าจะซื้อรุ่นไหนดี แล้วราคาแต่ละรุ่นก็ต่างกันตั้งแต่หลักพันไปจนเกือบห้าหมื่น พอเดินเข้าร้านหรือไถดูรีวิวก็ตาลายไปหมด เลยลองไล่ดูรุ่นเด่นๆ ของปี 2026 ทั้งรุ่นเรือธง รุ่นกลาง รุ่นคุ้มค่า มาเทียบให้ดูชัดๆ ว่าแต่ละเรทราคาได้สเปกประมาณไหน กล้องเป็นยังไง แบตอยู่ได้นานแค่ไหน เผื่อจะช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะเอารุ่นไหนดีที่ตรงกับการใช้งาน แล้วเงินที่จ่ายไปก็คุ้มค่าที่สุด

โทรศัพท์ Android รุ่นเรือธงตอนนี้ที่โดดเด่นสุดคงหนีไม่พ้น Samsung Galaxy S26 Ultra เพราะสเปกให้มาแบบจัดเต็มทุกด้าน ทั้งชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5 ที่แรงมาก เล่นเกมปรับสุดได้ลื่นๆ ไม่มีสะดุด หน้าจอใหญ่ 6.9 นิ้ว สีสวยสว่างสู้แดดสบาย กล้องหลัก 200MP มาพร้อมเลนส์ซูม 5 เท่า กับ 3 เท่า ถ่ายไกลแล้วยังคม ซูมพระจันทร์ก็ยังชัด แบต 5,500 mAh อยู่ได้ทั้งวันแบบใช้งานหนักๆ แถมมี Galaxy AI ช่วยแต่งรูป ลบคน แปลภาษาเรียลไทม์ คือใช้ทำงานก็ดี ใช้เล่นก็สนุก ราคาอยู่ประมาณ 46,900 บาท ถือว่าแรงแต่ได้ฟีเจอร์ครบ ใช้ยาวๆ 5 ถึง 7 ปีแบบไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องบ่อย

โทรศัพท์ Android รุ่นไหนดีที่สุด ราคาประมาณเท่าไร

ถ้างบรองลงมาหน่อยแต่ยังอยากได้กล้องโหด Xiaomi 17 Ultra ก็น่าสนใจมาก ตัวนี้ได้เลนส์ Leica ทั้งชุด กล้อง Telephoto 200MP ซูมไกลเก็บรายละเอียดดีสุดๆ ถ่ายคนละลายหลังสวย โทนสีดูแพง แบตให้มา 6,000 mAh ใช้ได้สองวันสบายถ้าไม่เล่นเกมหนัก ชิปตัวเดียวกับ S26 Ultra คือ Snapdragon 8 Elite Gen 5 เปิดแอปไว เล่นเกมลื่น ร้อนน้อยลงกว่ารุ่นก่อน ดีไซน์ฝาหลังหนังวีแกนจับถนัดมือ จอโค้งนิดๆ สีตรง เหมาะกับสายถ่ายรูปจริงจัง ราคาประมาณ 44,990 บาท ถือว่าคุ้มกับคุณภาพกล้องที่ได้ เทียบกับราคานี้กล้องคอมแพคบางตัวยังอาย

สายที่ชอบแบตอึดมากๆ แล้วไม่อยากพกพาวเวอร์แบงค์ HONOR Magic 8 Pro ตอบโจทย์สุด เพราะให้แบตมา 7,100 mAh ใช้ทั่วไปสามวันยังเหลือ ชาร์จไว 100W เสียบแป๊บเดียวก็เต็ม กล้อง Telephoto 200MP ซูม 100 เท่ายังพอดูรู้เรื่อง ชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5 เหมือนกัน เครื่องลื่น เปิดหลายแอปไม่หน่วง จอโค้งสี่ด้าน สีสด ทัชลื่น 120Hz เล่นโซเชียล เล่นเกมคือฟิน ราคาอยู่ราว 39,990 บาท จ่ายน้อยกว่า S26 Ultra เกือบเจ็ดพันแต่ได้แบตเยอะกว่า ใช้งานทั้งวันไม่ต้องกังวล

vivo X300 Pro ก็มาแนวกล้องเทพเหมือนกัน จุดเด่นคือเลนส์ซูม 200MP ที่ทำงานร่วมกับชิป Dimensity 9500 ประมวลผลภาพเร็ว ถ่ายกลางคืนนอยส์น้อย เก็บแสงดี สกินโทนคนสวยเป็นธรรมชาติ สายพอเทรตต้องชอบ แบต 6,510 mAh ใช้งานหนักได้จบวันแน่นอน จอโค้ง สีตรง ลำโพงสเตอริโอดังกระหึ่ม ดูหนังฟังเพลงสะใจ เครื่องบางเบากว่าที่คิด ราคาประมาณ 39,999 บาท ถ้าชอบถ่ายรูปคน ถ่ายคาเฟ่ ถ่ายวิว แล้วยังอยากได้เครื่องแรงๆ ตัวนี้คือลงตัว

OPPO Find X9 Pro ให้แบตเยอะสุดในกลุ่มเรือธงที่ 7,500 mAh ใช้ลืมที่ชาร์จไปเลย ชาร์จไว 100W ด้วย กล้องหลัก 200MP บวกเลนส์ Ultrawide กับ Telephoto อย่างละ 50MP ถ่ายมุมกว้างไม่บิด ถ่ายซูมไม่แตก ชิป Dimensity 9500 เล่นเกมร้อนน้อย เฟรมเรทนิ่ง จอสว่างสู้แดด ดีไซน์ฝาหลังผิวด้านไม่ติดรอยนิ้วมือ มี AI ช่วยแต่งรูป ลบเงา เติมภาพให้เนียน ราคาประมาณ 42,990 บาท เหมาะกับคนเดินทางบ่อย ไม่อยากพกที่ชาร์จ อยากได้เครื่องที่ไว้ใจได้ทั้งวัน

ขยับลงมารุ่นกลางที่คุ้มมาก Samsung Galaxy A57 5G ราคาประมาณ 15,000 ถึง 16,999 บาท สเปกให้มาเกินราคา จอ 6.7 นิ้ว 120Hz ลื่น สว่าง 1,900 nits เล่นกลางแจ้งสบาย เบนช์มาร์คแตะล้านคะแนน เล่นเกมปรับกลางลื่นๆ มีฟีเจอร์ Auto Blocker กันแอปมิจฉาชีพ กันลิงก์ดูดเงิน ปลอดภัยสำหรับให้พ่อแม่ใช้ ซอฟต์แวร์สัญญาอัปเดตนาน 5 ถึง 6 ปี ใช้ได้ถึง Android 21 กล้อง 50MP ถ่ายรูปลงโซเชียลชัด สีสวย แบต 5,000 mAh อยู่ได้ทั้งวัน เป็นรุ่นที่เน้นใช้งานจริง คุ้ม ปลอดภัย ไม่งอแง

กลุ่มงบประหยัดก็ไม่น้อยหน้า POCO M7 กับ REDMI 15 ให้แบตมา 7,000 mAh จอ 6.9 นิ้ว รีเฟรชเรท 144Hz เลื่อนฟีดลื่นตา ชิป Snapdragon 685 ใช้งานทั่วไป ดูยูทูป เล่นเฟซ ไอจี สบายๆ กล้อง 50MP ถ่ายรูปกลางวันคม ราคากลุ่มเริ่มต้น ไม่ถึงหมื่น หรือถ้างบน้อยกว่านั้นยังมี Realme Note 70 แบต 6,300 mAh จอ 90Hz ราคาแค่สามพันเก้า ก็ถ่ายรูปชัด ตัดต่อวิดีโอได้ ใช้หาเงินมาสองปีแล้วยังไม่งอแง เห็นชัดเลยว่ายุคนี้มือถือราคาถูกก็สเปกดี ใช้งานได้จริง ไม่ต้องจ่ายแพงก็ได้เครื่องที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันแล้ว

เลือกยังไงให้คุ้ม

  1. ดูปีผลิต + เวอร์ชัน Android ร้านเตือนว่าถ้ารุ่นเก่าเกินจะอัปเดตไม่ได้ แอปธนาคารใช้ไม่ได้ ควร Android 10 ขึ้นไป
  2. สายกล้อง: Xiaomi 17 Ultra, vivo X300 Pro, OPPO Find X9 Pro เน้น Tele 200MP
  3. สายเกม: S26 Ultra, Red Magic 11 Pro, iQOO 15 ชิป 8 Elite Gen 5 แรงสุด
  4. ใช้ยาวๆ: Samsung A57 5G การันตีอัปเดต 5-6 ปี มี Auto Blocker กันแอปดูดเงิน
  5. งบน้อยแต่อยากได้สเปก: POCO F8 Pro หมื่นต้นๆ ได้ชิป 8 Elite แต่เครื่องร้อน

สรุป

  • งบ 40k+: Samsung Galaxy S26 Ultra 46,900 บาท ครบเครื่องสุด
  • งบ 20k-30k: nubia Z70 Ultra 21,149 บาท หรือ iQOO 15 29,900 บาท
  • งบ 15k: Samsung Galaxy A57 5G 16,999 บาท คุ้ม ปลอดภัย อัปเดตนาน
  • งบ <5k: Redmi 15, POCO M7 แบต 7,000 mAh จอลื่น 144Hz

โทรศัพท์ Android รุ่นไหนดีที่สุด ราคาประมาณเท่าไร

ช่วงนี้เห็น iPad รุ่นใหม่เปิดตัวรัวๆ ทั้ง iPad Air ชิป M3, iPad Pro ชิป M4 ราคาเครื่องเปล่าเริ่มต้นสองหมื่นปลายไปจนถึงเกือบห้าหมื่น หลายคนอยากได้มาใช้เรียน ใช้ทำงาน หรือวาดรูป แต่ติดตรงที่ไม่อยากจ่ายเงินก้อนทีเดียว เลยเริ่มมองหาวิธีผ่อนที่เข้ากับรายรับต่อเดือนมากกว่า การผ่อนเลยกลายเป็นทางเลือกที่ช่วยให้จับต้อง iPad ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องรอเก็บเงินนาน

จริงๆ แล้ววิธีผ่อน iPad ตอนนี้มีให้เลือกหลายแบบมาก ตั้งแต่ใช้บัตรเครดิต ผ่อนกับร้านโดยตรง ผ่อนพ่วงเน็ตรายเดือน ไปจนถึงผ่อนในแอป แต่ละแบบก็มีเงื่อนไขต่างกัน ทั้งเรื่องเอกสาร ดาวน์ ดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน เลยต้องรู้ไว้ก่อนตัดสินใจ จะได้เลือกทางที่เหมาะกับสไตล์การใช้เงินของตัวเองที่สุด

ส่อง 4 วิธีหลักในการผ่อน iPad

วิธีแรกที่เห็นคนใช้กันเยอะมากคือผ่อนผ่านบัตรเครดิตเพราะสะดวกและส่วนใหญ่ร้านตัวแทนจำหน่าย Apple อย่างเป็นทางการทุกร้านมีโปรร่วมกับธนาคารให้เลือกผ่อน 0 เปอร์เซ็นต์นานสูงสุดตั้งแต่ 10 เดือนไปจนถึง 24 เดือนเลย บางช่วงยังมีแคมเปญได้แต้มบัตรเพิ่มหรือได้เครดิตเงินคืนอีกต่างหาก การทำเรื่องก็ง่ายมากแค่เลือก iPad รุ่นที่อยากได้แล้วยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานรูดผ่อนตามโปรที่ร่วมรายการ วงเงินในบัตรต้องครอบคลุมราคาเครื่องเต็มจำนวนก่อน ระบบถึงจะแบ่งจ่ายเป็นงวดรายเดือนให้แบบไม่มีดอกเบี้ย เหมาะกับคนที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเป็นประจำอยู่แล้วและจัดการค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ค่อนข้างนิ่งเพราะยอดผ่อนจะถูกตัดจากวงเงินไปทีเดียวตั้งแต่แรก แล้วค่อยทยอยคืนเป็นงวดๆ ตามที่เลือกไว้

วิธีที่สองเป็นทางเลือกของคนไม่มีบัตรเครดิตหรือไม่อยากใช้วงเงินบัตร คือผ่อนตรงกับร้านที่ให้บริการสินเชื่อของตัวเอง วิธีนี้ใช้เอกสารน้อยมาก บางร้านใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียวก็เริ่มทำเรื่องได้เลย ร้านพวกนี้อย่าง UFUND หรือ VnPhone จะมีระบบประเมินวงเงินให้เองโดยดูจากบัตรประชาชน บัตรนักศึกษา หรือเอกสารยืนยันสถานะอื่นๆ จากนั้นให้เลือกดาวน์ตามเรทที่ร้านกำหนด แล้วรับเครื่องไปใช้ได้ทันที ส่วนที่เหลือก็ผ่อนรายเดือนต่อ ระยะเวลาผ่อนยืดหยุ่นมาก ตั้งแต่ 9 เดือนไปจนถึง 36 เดือนแล้วแต่รุ่นและโปรของร้าน จุดเด่นคืออนุมัติไว ถ้ายืนยันตัวตนก่อนสองทุ่มบางที่รู้ผลวันนั้นเลย และหลายร้านประกาศชัดเจนว่าไม่เช็คเครดิตบูโร ทำให้คนที่เคยมีประวัติผ่อนชำระล่าช้าหรือยังเป็นนักศึกษาก็เข้าถึงได้ง่ายกว่า แค่ต้องยอมรับว่าค่าดาวน์และดอกเบี้ยรวมอาจสูงกว่าผ่อนบัตรเครดิต 0 เปอร์เซ็นต์

วิธีที่สามที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นคือผ่อนพ่วงกับเครือข่ายมือถือทั้ง AIS True และ dtac เพราะนอกจากได้ iPad แล้ว ยังได้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตมาใช้งานพร้อมกันเลย รูปแบบคือค่ายมือถือจะจัดแคมเปญลดราคาเครื่องให้พิเศษเมื่อสมัครหรือย้ายค่ายมาใช้รายเดือนตามที่กำหนด จากนั้นยอดค่าเครื่องที่เหลือจะถูกนำไปรวมกับค่าบริการรายเดือนแล้วหารจ่ายเป็นงวดๆ ตามสัญญา ส่วนใหญ่อยู่ที่ 12 เดือนหรือ 24 เดือน การจ่ายบิลก็ง่ายเพราะยอดทั้งหมดรวมมาในบิลค่าโทรศัพท์ใบเดียว จบครบในที่เดียว ไม่ต้องแยกรูดบัตรหรือโอนจ่ายหลายทาง วิธีนี้ตอบโจทย์คนที่กำลังจะเปลี่ยนโปรเน็ตอยู่แล้ว หรือใช้งาน iPad แบบใส่ซิมเป็นหลัก เพราะได้ทั้งส่วนลดค่าเครื่องและแพ็กเกจที่ใช้งานต่อเนื่องกันไปเลย แต่ต้องอ่านเงื่อนไขสัญญาให้ละเอียดเพราะถ้ายกเลิกก่อนครบกำหนดมักมีค่าปรับส่วนลดค่าเครื่องที่ได้รับไป

วิธีที่สี่เป็นสายออนไลน์ที่เห็นบนโซเชียลมีเดียเยอะช่วงหลัง คือผ่อนผ่านบริการ Buy Now Pay Later หรือแอปผ่อนสินค้าโดยเฉพาะ เช่น SPayLater ของ ShopeePay กับ Ulite ของเครือ COM7 หลักการคือสมัครใช้งานในแอป ยืนยันตัวตน แล้วระบบจะให้วงเงินสำหรับผ่อนสินค้าตามประวัติการใช้งาน เวลาซื้อ iPad ก็เลือกผ่อนชำระได้เลยในแอปโดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อน ระยะผ่อนมีตั้งแต่ 12 เดือนไปจนถึง 18 เดือน แล้วแต่แพลตฟอร์ม บางแอปให้ดาวน์ก่อน 20 เปอร์เซ็นต์ของราคาเครื่องถึงจะรับของได้ Ulite ยังมีโปรสำหรับนักศึกษาและอาจารย์โดยเฉพาะด้วย ข้อดีคือทำทุกอย่างจบในมือถือ ไม่ต้องเดินทางไปหน้าร้าน อนุมัติเร็วและบางครั้งมีโค้ดส่วนลดเพิ่มให้ใช้คู่กันได้ เหมาะกับคนที่ช้อปออนไลน์เป็นประจำและมีประวัติการใช้จ่ายในแอปดีอยู่แล้ว วงเงินจะค่อยๆ เพิ่มตามความน่าเชื่อถือในการผ่อนจ่ายแต่ละครั้ง

พอเอาทั้งสี่วิธีมาเทียบกันจะเห็นว่าจุดต่างหลักอยู่ตรงเอกสารที่ใช้ ระยะเวลาผ่อน และต้นทุนรวมที่ต้องจ่ายตลอดสัญญา แบบบัตรเครดิตได้ดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์แต่ต้องมีบัตรและวงเงินพอ แบบร้านผ่อนใช้แค่บัตรประชาชนแต่มีดาวน์กับดอกเบี้ย แบบค่ายมือถือได้เครื่องราคาพิเศษพร้อมเน็ตแต่ติดสัญญา ส่วนแบบแอปผ่อนออนไลน์เน้นความเร็วกับความสะดวกในมือถือ ทั้งหมดนี้เครื่องที่ได้เป็น iPad ศูนย์ไทยเหมือนกัน มีประกันเต็มรูปแบบ ต่างกันแค่ช่องทางกับเงื่อนไขการจ่ายเงิน ใครสะดวกแบบไหนก็เลือกให้เข้ากับพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองได้เลย เพราะสุดท้ายยอดผ่อนแต่ละเดือนต้องอยู่ในระดับที่จ่ายไหวตลอดรอดฝั่งจนครบสัญญา

สรุป

การผ่อน iPad ตอนนี้มี 4 วิธีหลัก ใช้ได้หมดไม่ว่าจะเป็น iPad Air, iPad Pro, iPad Gen 10/11

1. ผ่อนผ่านบัตรเครดิต 0%

วิธีฮิตสุด ใช้บัตรเครดิตของธนาคารต่างๆ ร่วมกับร้านตัวแทน Apple เช่น Studio 7, BaNANA, Power Mac Center

  • โปรทั่วไป: ผ่อน 0% นาน 10-24 เดือน
  • ตัวอย่าง: KBank ผ่อน iPad 0% + ได้ Cashback 500 บาท, UnionBank/Power Mac ลดสูงสุด 20,000 บาท ผ่อน 0% 24 เดือน
  • ข้อดี: ดอกเบี้ย 0%, ได้แต้มบัตร, บางทีมี Cashback
  • ข้อเสีย: ต้องมีบัตรเครดิต วงเงินต้องพอ

2. ผ่อนกับร้านตัวแทน/ร้านผ่อนสินค้า ไม่ใช้บัตรเครดิต

สำหรับคนไม่มีบัตรเครดิต ใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียว

  • UFUND / UFicon: ผ่อน iPad ได้สูงสุด 36 เดือน ดาวน์ต่ำ ไม่เช็คบูโร นักศึกษาก็สมัครได้ ใช้บัตร ปช. + บัตรนักศึกษา
  • VnPhone: ใช้บัตร ปชช. ใบเดียว ดาวน์เริ่ม 6,900 บาท รับเครื่องเลย ไม่เช็คเครดิต
  • Ulite: สำหรับนักศึกษา อาจารย์ ดาวน์ 20% ผ่อนสูงสุด 18 เดือน
  • ร้าน IG/Facebook: หลายร้านเช่น snook.phoneshop, scream.phone รับผ่อน เริ่มต้น 10-20 บาท/วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
  • ข้อดี: ไม่มีบัตรก็ผ่อนได้ อนุมัติไว บางร้านไม่เช็คบูโร
  • ข้อเสีย: ดอกเบี้ยสูงกว่าบัตรเครดิต 0%, ต้องจ่ายดาวน์

3. ผ่อนผ่านเครือข่ายมือถือ AIS, True, dtac

พ่วงกับแพ็กเกจรายเดือน

  • วิธี: ซื้อเครื่องพร้อมสมัครโปรรายเดือน ราคาเครื่องจะถูกลง แล้วผ่อนค่าเครื่องรวมกับค่าบริการรายเดือน
  • ข้อดี: ได้เครื่องราคาพิเศษ, จัดการบิลรวมกันทีเดียว
  • ข้อเสีย: ต้องติดสัญญา 12-24 เดือน, ถ้ายกเลิกก่อนอาจมีค่าปรับ

4. ผ่อนผ่าน SPayLater / Buy Now Pay Later

พวก ShopeePay SPayLater, Ulite, UFUND

  • SPayLater: ผ่อนผ่าน ShopeePay สูงสุด 12 เดือน ใช้ Coin เป็นส่วนลดได้
  • Ulite: แอปผ่อนของ COM7 ไม่ต้องจ่ายก่อน ดาวน์ 20% ผ่อน 18 เดือน
  • ข้อดี: สมัครในแอปง่าย อนุมัติไว
  • ข้อเสีย: วงเงินขึ้นอยู่กับประวัติการใช้งานแอป

เลือกแบบไหนดี

  • บัตรเครดิต 0%: เหมาะกับคนมีบัตรเครดิต อยากได้ดอก 0%. เอกสารที่ใช้คือบัตรเครดิต. ระยะผ่อน 10-24 เดือน
  • ร้านผ่อน/UFUND: เหมาะกับคนไม่มีบัตร นักศึกษา หรือติดบูโร. เอกสารที่ใช้คือบัตร ปชช. + บัตร นศ. ระยะผ่อน 9-36 เดือน
  • ค่ายมือถือ: เหมาะกับคนที่อยากได้เน็ตรายเดือนด้วย. เอกสารที่ใช้คือบัตร ปชช. ระยะผ่อน 12-24 เดือน
  • SPayLater/Ulite: เหมาะกับสายช้อปออนไลน์. เอกสารที่ใช้คือสมัครในแอป. ระยะผ่อน 12-18 เดือน

ก่อนผ่อน

  1. เช็คราคา + ดอกเบี้ยรวม อย่าดูแค่ค่างวด
  2. เลือกแผนผ่อนให้พอดีกับรายได้ต่อเดือน
  3. เลือกร้านที่น่าเชื่อถือ มีหน้าร้านจริง เครื่องศูนย์แท้ ไม่ติด iCloud 

ส่อง 4 วิธีหลักในการผ่อน iPad