ตอนนี้รถที่ประหยัดน้ำมันที่สุดจะกระจุกอยู่ที่ รถ ECO‑Car เบนซินเล็ก 1.0–1.3 ลิตร เทอร์โบ / ไฮบริด และรถพลังงานไฟฟ้า โดยอ้างอิงจากข้อมูลการใช้จริงในไทยและตารางอัตราประหยัดเชื้อเพลิงของแต่ละรุ่น

กลุ่มรถใหม่ประหยัดน้ำมันสุด

  • Toyota Yaris ATIV / Yaris (เครื่อง 1.2–1.3 ลิตร) – หลายช่องรีวิวและศูนย์โตโยต้าแจ้งว่า “ประหยัดถึงประมาณ 25–29 กม./ลิตร” ในโหมดเมือง–ทางเรียบ ขึ้นอยู่กับการขับ จึงถูกยกให้เป็นหนึ่งในรุ่นประหยัดที่สุดในกลุ่มเก๋ง
  • Honda City / City Hatchback 1.0 L Turbo – รุ่นเครื่อง 1.0 เทอร์โบถูกจัดให้เป็น “รถประหยัดน้ำมันระดับแนวหน้า” ของ Honda ด้วยประมาณ 23–26 กม./ลิตร ถ้าขับเรียบ
  • Nissan Almera 1.0 ลิตร Turbo – ถูกจัดเป็น Eco‑Car ประหยัดน้ำมันจัดในกลุ่มคู่แข่ง City/Yaris ด้วยอัตราราว 23–25 กม./ลิตร 
  • Mazda2 1.3 ลิตร Skyactiv – ถูกยกให้เป็นหนึ่งในอันดับรถประหยัดน้ำมันเมืองด้วย ~23 กม./ลิตร ขับประจำเมืองค่อนข้างคุ้ม

ถ้าคุณต้องการ “ประหยัดสุดจริงๆ” แบบไม่เน้นแรง อันดับแรกๆ ที่ควรพิจารณาเลยคือ Yaris ATIV / City 1.0 Turbo / Almera 1.0 Turbo กลุ่มนี้ต่อกิโลเมตรจ่ายน้ำมันน้อยที่สุดสำหรับรถใหม่ในตลาดไทยตอนนี้

รถประหยัดสุดแบบไฟฟ้า / ไฮบริด

  • รถยนต์ไฟฟ้า 100% (เช่น iMIO, EV จากหลายแบรนด์) – ถ้าคิดเป็น “ค่าไฟต่อกิโลเมตร” จะถูกกว่าเบนซินมาก บางรุ่นแค่ 10 บาท/ชั่วโมง วิ่งได้หลายสิบกิโลเมตร แต่ต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและสถานีชาร์จ
  • ไฮบริด (เช่น Toyota B‑segment Hybrid, C‑segment Hybrid) – หลายคลิปรีวิวตั้งชื่อว่า “ประหยัดมาก” ด้วยอัตราใช้เชื้อเพลิงต่ำกว่ารถเบนซินทั่วไปประมาณ 20–30% แต่ราคาเองก็สูงขึ้น

รถมือสองรุ่นไหนคุ้มสุดสำหรับประหยัดน้ำมัน

ถ้าคุณต้องการรถมือสองประหยัดน้ำมันที่สุดควรโฟกัสที่ อีโคคาร์ 1.2–1.3 ลิตร และบางรุ่นเทอร์โบ/ไฮบริด ที่อัตราสิ้นเปลืองจริงจากผู้ใช้ส่วนใหญ่เกิน 20 กม./ลิตร แถมซ่อมง่ายและราคาไม่สูงเกินไป

กลุ่มรถมือสองที่คุ้มที่สุด

  • Toyota Yaris / Yaris Ativ (1.2–1.3 ลิตร) – ถูกยกให้เป็น “อีโคคาร์มือสองยอดนิยม” ทั้งซีดานและแฮตช์แบ็ก อัตราประหยัดน้ำมันราว 22–25 กม./ลิตร ขับในเมือง บวกเรื่องความทนทาน อะไหล่ถูก ทำให้คุ้มค่าในระยะยาวมาก
  • Honda City / City 1.0 Turbo (มือสอง) – ถูกประเมินว่าประหยัดน้ำมันดี (ประมาณ 17–23 กม./ลิตร ขึ้นการขับ) แถมใช้งานได้หลากหลาย ทั้งเมืองและทางไกล ซ่อมบำรุงสะดวก มือสองไม่ตกลงเร็วมาก
  • Nissan Almera 1.0 Turbo มือสอง – ถูกจัดเป็น “รถประหยัดน้ำมันตัวคุ้ม” ด้วยอัตราสิ้นเปลืองประมาณ 19–23 กม./ลิตร บวกกับห้องโดยสารกว้าง ค่าตัวมือสองในช่วงกลาง–ปลาย หลักแสนต้น ถือว่าสมเหตุสมผล
  • Mitsubishi Mirage / Attrage 1.2 ลิตร (CVT) – อีโคคาร์เบา วิ่งจริงเกิน 20 กม./ลิตร ได้ ราคาเริ่มต้นมือสองต่ำ แต่ต้องระวังคุณภาพรถและสภาพเครื่องเกียร์ CVT
  • Suzuki Swift 1.2 ลิตร – ถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถมือสองประหยัดน้ำมัน ค่าเฉลี่ยวิ่งได้ประมาณ 23 กม./ลิตร ดีไซน์สปอร์ต เหมาะกับคนชอบขับสนุกแต่ยังประหยัด

ตัวเลือกพิเศษ: ไฮบริดมือสอง

  • Toyota Yaris / Corolla Altis / Camry Hybrid มือสอง – ถึงราคาต่อคันจะสูงกว่าเบนซินธรรมดา แต่ประหยัดน้ำมันมากกว่า 20–30% ขึ้นไป บวกกับความนิ่งของการใช้งาน ถ้าคุณขับเยอะจริง (เช่น ถ่ายคอนเทนต์ ต้องวิ่งไปหลายที่ต่อวัน) อาจ “คุ้ม” ในระยะ 3–5 ปี

เปรียบเทียบคร่าวๆ (รถที่เหมาะสมสำหรับคุณ)

- Toyota Yaris / Yaris Ativ

  • จุดเด่น: ประหยัดมาก 22–25 กม./ลิตร ดูแลง่าย อะไหล่ถูก  
  • น้ำมันโดยประมาณ: 22–25 กม./ลิตร  
  • ข้อควรระวัง: ถ้าซื้อจากรถป้า/ปู ต้องตรวจเช็กสภาพเครื่องและเกียร์

- Honda City 1.0 Turbo

  • จุดเด่น: ประหยัด 17–23 กม./ลิตร สมรรถนะดี ห้องโดยสารกว้าง  
  • น้ำมันโดยประมาณ: 17–23 กม./ลิตร  
  • ข้อควรระวัง: ตรวจสอบการใช้งานรถเก่า เช่น รถเช่าหรือแท็กซี่

- Nissan Almera 1.0 Turbo

  • จุดเด่น: ประหยัด 19–23 กม./ลิตร ห้องกว้าง ราคาค่อนข้างเบา  
  • น้ำมันโดยประมาณ: 19–23 กม./ลิตร  
  • ข้อควรระวัง: ต้องดูเรื่องการดูแลเครื่องเทอร์โบให้ดี

- Mitsubishi Mirage / Attrage

  • จุดเด่น: ประมาณ 20–22 กม./ลิตร ราคาต่ำ ประหยัด  
  • น้ำมันโดยประมาณ: 20–22 กม./ลิตร  
  • ข้อควรระวัง: บางคัน CVT ถ้าดูแลไม่ดีอาจเสียง่าย

- Suzuki Swift 1.2 ลิตร

  • จุดเด่น: ขับสนุก ประหยัดประมาณ 23 กม./ลิตร  
  • น้ำมันโดยประมาณ: 22–23 กม./ลิตร  
  • ข้อควรระวัง: เหมาะกับคนที่ไม่ซีเรียสกับช่วงล่างที่ค่อนข้างสะเทือนนิดหน่อย

น้ำมันแพง ทำยังไงดี

ช่วงน้ำมันแพงแบบนี้ เราควบคุมราคาน้ำมันข้างนอกไม่ได้ แต่ควบคุม “การใช้” กับ “การใช้เงิน” ได้เยอะมาก ลองเริ่มจาก 3 ด้านหลัก: ใช้รถให้ประหยัด, ลดการใช้รถ, และบริหารเงินในบัญชีให้รัดกุมขึ้น

วิธีใช้รถให้ประหยัดน้ำมัน

  • ขับให้เรียบ เลี่ยงการเหยียบคันเร่งแรงและเบรกกระทันหัน จะช่วยลดการกินน้ำมันได้ราว 10–25% ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับ
  • รักษาความเร็วให้คงที่ ไม่ซิ่งเกิน 90 กม./ชม. ถ้าเคยซิ่ง 110 กม./ชม. อาจประหยัดน้ำมันได้หลายร้อยถึงพันบาทต่อเดือนต่อคัน
  • หมั่นตรวจเช็กสภาพรถ เช่น ยาง น้ำมันเครื่อง ระบบแอร์ หวีงเครื่องยนต์เป็นระยะ ช่วยให้กินน้ำมันลดลงประมาณ 10% ได้

ลดการใช้รถส่วนตัว

  • ใช้รถไฟฟ้า/รถโดยสารสาธารณะแทนรถส่วนตัวเมื่อทำได้ เช่น รถไฟฟ้า BTS/MRT, รถเมล์ หรือรถตู้ ช่วยลดค่าเติมน้ำมันและค่าซ่อมระยะยาว
  • นัดไปทำงานหรือเดินทางกับคนที่ “ไปทางเดียวกัน” (Carpool) เช่น ไปกองถ่าย ไปรับสคริปต์ หรือไปโปรโมทคลิป ช่วยลดค่าใช้จ่ายเกือบครึ่งต่อคน
  • ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ลอง “จอดรถไว้บ้าน” แล้วใช้โทร/ออนไลน์แทนการเดินทาง เช่น ประชุมออนไลน์ หรือสั่งของส่งแทนขับออกไปซื้อเอง

บริหารเงินและค่าใช้จ่าย

  • แบ่งเงินค่าน้ำมันเป็น “งบประจำเดือน” แล้วไม่ใช้เกิน เช่น ตั้งไว้ 3,000 บาท/เดือน แล้วดูว่าถ้าลดการขับวันละ 1–2 ครั้งจะเหลือเงินส่วนไหนไปเก็บ
  • ถ้ามีรถหลายคัน อาจพิจารณาใช้ “รถที่ประหยัดน้ำมัน” มากกว่า เช่น รถเก๋งเล็กหรือไฮบริด แทนรถใหญ่/VAN ที่กินน้ำมันมาก
  • ถ้าค่าเดินทางเริ่มกินงบหนัก ลองทบทวน “ไลฟ์สไตล์การเดินทาง” ใหม่ เช่น อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้ามากขึ้น หรือย้ายห้องทำงาน/สตูดิโอให้ใกล้แหล่งที่ใช้บ่อย


รถรุ่นไหนประหยัดน้ำมันที่สุด

การสำรวจเส้นทางและความสะดวกสบายในการเดินทาง

ความเป็นที่นิยมในการท่องเที่ยวแบบ "เที่ยวไปทุกที่กับรถยนต์" ได้เปลี่ยนแปลงมากในยุคสมัยใหม่นี้ กับความฉลาดและความสะดวกสบายของการใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัย ถึงแม้จะไม่มีรถยนต์เป็นส่วนตัว แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะต้องส่งผลให้การเดินทางถูกขัดข้องหรือเสียเวลาไปนั่งรถ ด้วยเหตุนี้ การเที่ยวกาญจนบุรีโดยไม่มีรถยนต์กลับมาเป็นที่นิยมและน่าสนุกกับนักเดินทางทั้งในและนอกประเทศที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่ท้าทายแต่น่าสนุกและน่าตื่นเต้นที่กาญจนบุรี ไปเริ่มกันเลย!

1. การเตรียมการเดินทางในแบบ "เที่ยวกาญจนบุรี โดยไม่มีรถ"

ก่อนที่เราจะนำเสนอเส้นทางและกิจกรรมในการเดินทาง ขอเตือนว่าการเที่ยวกาญจนบุรีโดยไม่มีรถยนต์อาจจะต้องการการเตรียมการและการวางแผนที่ดีกว่าเดิม แต่เราสามารถทำได้โดยการศึกษาเส้นทางของรถประจำทาง รถโดยสาร และวิธีการเดินทางอื่นๆ ที่สามารถนำเราไปยังจุดหมายที่ต้องการในกาญจนบุรี

2. เส้นทางการเดินทาง

  • รถโดยสาร: การเดินทางด้วยรถโดยสารเป็นวิธีที่สะดวกและน่าเชื่อถือมากที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีรถยนต์ คุณสามารถเดินทางมาที่กาญจนบุรีได้จากสถานีขนส่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ และนักเดินทางจะได้สัมผัสวิวัฒนาการของภูมิภาคไทยในช่วงทางเที่ยวที่สนุกสนานก่อนถึงจุดหมายที่แท้จริง
  • รถประจำทาง: ถ้าคุณต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ควรพิจารณาเส้นทางการเดินทางที่ใช้รถประจำทาง มีบริการรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่งสำคัญของกรุงเทพฯ มีตารางเวลาการเดินทางที่คงที่และเส้นทางหลากหลายทางเลือก
  • การเดินทางอาชีพ: อย่าลืมใช้บริการของผู้ขับขี่อาชีพที่สามารถพาคุณไปยังที่ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ไม่ได้เปิดเผยในแผนที่สาธารณะ คุณสามารถใช้แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์ม ออนไลน์เพื่อสำรองผู้ขับขี่และยืนยันราคาก่อนการเดินทาง

3. กิจกรรมในการเดินทาง

เมื่อคุณเดินทางมาถึงกาญจนบุรี ไม่มีรถยนต์ไม่ใช่ปัญหา! เพื่อให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความสนุกและอิสระ นี่คือกิจกรรมที่คุณสามารถทำได้:

  • สำรวจน้ำตก: กาญจนบุรีมีน้ำตกที่สวยงามและน่าตื่นเต้นมากมาย เช่น น้ำตกเอราวัณ, น้ำตกห้วยเมียง, และน้ำตกตาลสุมพร เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนุกและน่าตื่นเต้นสำหรับคนที่ชื่นชอบการผจญภัย
  • สัมผัสวิถีชีวิตชาวน้ำ: ท่ามกลางแม่น้ำและสะพานไม้ที่มีอยู่จำนวนมากในพื้นที่ คุณสามารถเรือนำเทียนเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตของชาวน้ำที่น่าสนุกและน่าตื่นเต้น
  • อัศวินร่องนก: ถ้าคุณชื่นชอบความสงบสุขและความเป็นกลางของธรรมชาติ การเดินทางด้วยเรือที่มีส่วนหัวเป็นลักษณะของกาญจนบุรีจะเป็นทางเลือกที่ดี คุณจะได้สัมผัสกับธรรมชาติและลักษณะทางธรรมชาติที่งดงาม
  • การตะเคียนน้ำพุร้อน: กาญจนบุรียังมีแหล่งน้ำพุร้อนที่น่าสนุกที่คุณสามารถแช่ตัวและพักผ่อนอย่างสมบูรณ์กันได้ แหล่งน้ำพุร้อนดังกล่าวได้แก่ น้ำตกริมคลองเขมา และน้ำพุร้อนท่าตะเคียน
  • ท่องเที่ยววัดสวยๆ: ควรใช้เวลาไปที่วัดที่สวยงามของกาญจนบุรี เช่น วัดท่ามะเขือ, วัดเจดีย์หลวง, และวัดเทพมณี ซึ่งมีสถาปัตยกรรมและศิลปะที่น่าตื่นเต้นตามอยู่ทั่วไป

4. สรุป

เที่ยวกาญจนบุรีโดยไม่มีรถยนต์เป็นทางเลือกที่น่าสนุกและน่าตื่นเต้นสำหรับนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความสนุกและอิสระ นี่คือกิจกรรมที่คุณสามารถทำได้เมื่อเดินทางไปกาญจนบุรี และอย่าลืมให้ความสำคัญในการเตรียมการและวางแผนการเดินทางให้ดี เพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งและน่าจดจำ

เที่ยวกาญจนบุรี โดยไม่มีรถยนต์

คำถามที่พบบ่อยสำหรับคนที่กำลังมองหาโทรศัพท์มือถือ เราจะเลือกรุ่นไหนดี? หากไปดูในท้องตลาดขณะนี้ก็มีให้เลือกกันมากมายซะเหลือเกินจนตาลายไปหมด หลายคนตัดสินใจเลือกโทรศัพท์มือถือจากยี่ห้อ เอาที่ดังๆ มีชื่อเสียงไว้ก่อน หลายคนตัดสินใจเลือกที่ราคา เอาที่ใกล้เคียงกับเงินในกระเป๋าของเรามากที่สุด หลายคนตัดสินใจเลือกจากเพื่อนหรือคนรู้จักแนะนำ เอาที่คนใกล้ชิดเคยใช้มาแล้วและบอกว่าดี แต่ไม่ว่าเป็นยังไง วันนี้บทความนี้ขอนำเสนอแนวทางในการเลือกโทรศัพท์มือถือเพื่อให้คุณสามารถใช้เพื่อนำไปตัดสินใจซื้อรุ่นที่ตรงกับการใช้งานของคุณมากที่สุด

เลือกระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์มือถือ

สิ่งแรกและง่ายที่สุดที่จะทำได้คือ เลือกระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์มือถือที่คุณต้องการก่อน คุณอาจไปทดลองใช้งานระบบปฏิบัติการแต่ละประเภทกับเครื่องจริงตามร้านในห้างสรรพสินค้าดูเพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 3 ระบบปฏิบัติการในท้องตลาด ได้แก่

iOS หากคุณต้องการใช้โทรศัพท์มือถือจากค่าย Apple อย่าง iPhone หากคุณไม่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ (ราคาสูงสุด) และต้องการระบบปฏิบัติการที่มีความโดดเด่นด้านความปลอดภัย มีเสถียรภาพสูง และเป็นระบบปิดที่ไม่ถูกปรับแต่งจากใครยกเว้นจากทาง Apple เท่านั้น นี่จะเป็นตัวเลือกของคุณ

iPhone

Android หากคุณชื่นชอบบริการจาก Google ระบบปฏิบัติการนี้จะถูกพัฒนาโดย Google ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แบรนด์มือถือที่นอกเหนือจาก Apple จะใช้ระบบปฏิบัติการนี้ทั้งสิ้น และเนื่องจาก Android มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง ผลิตมือถือจากแบรนด์ต่างๆ จึงสามารถปรับแต่งระบบปฏิบัติการให้เป็นไปตามความต้องการของแบรนด์ของตัวเองได้ ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ในโลกจะใช้ระบบปฏิบัติการ Android นี้ เนื่องจากเมื่อมีโทรศัพท์มือถือหลายแบรนด์ในตลาดก็เกิดการแข็งขันกัน ทำให้ราคาจึงลดลงด้วย ประชาชนจึงสามารถเข้าถึงได้มากกว่า โทรศัพท์มือถือที่เป็น Android มีราคาตั้งแต่ถูกไม่กี่พันบาทไปจนถึงหลายหมื่นบาท เป็นมือถือเรือธง แข่งขันกับ iPhone จากค่าย Apple อย่างกว้างขวางในท้องตลาด

Android

Windows Phone เป็นระบบปฏิบัติของโทรศัพท์มือถือที่มีผู้ใช้น้อยที่สุดจาก 2 ชนิดแรกข้างต้น แต่หากคุณเป็นผู้ที่ชื่นชอบหรือใช้งานผลิตภัณฑ์ด้านซอฟแวร์ของบริษัท Microsoft เป็นพิเศษโดยเฉพาะสำหรับการทำงาน ระบบปฏิบัติการนี้จะเป็นตัวเลือกของคุณ

เลือกโทรศัพท์มือถือตามงบประมาณ

เมื่อรู้จักระบบปฏิบัติการแต่ละประเภทที่กล่าวข้างต้นแล้ว ทีนี้ก็มาดูงบประมาณที่คุณสามารถจ่ายได้ หากคุณพร้อมที่จะจ่ายสำหรับมือถือระดับเรือธง (ปัจจุบัน ก็ตั้งแต่ 2 หมื่น 5 พันบาทขึ้นไป) คุณสามารถเลือกโทรศัพท์มือถือ iOS อย่าง iPhone หรือไม่ก็ฝั่ง Android อย่างโทรศัพท์มือถือเรือธงของ Samsung, Sony, Huawei เป็นต้น ในทางตรงกันข้ามหากคุณมีเงินที่พร้อมจะจ่ายน้อยกว่านั้น โทรศัพท์มือถือที่คุณสามารถเลือกได้และเหมาะสมที่สุดคือ Android จากแบรนด์มือถือต่างๆ มากมายที่มีให้เลือก ซึ่งถึงตอนนี้ คุณจะต้องเลือกตัดสินใจตามสเปคอื่นๆ ของมือถือ Android อีกขั้นตอนหนึ่งด้วย อย่างเช่น กล้องดีแค่ไหน ซีพียูและแรมให้มามากน้อยเพียงใด เป็นต้น ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป (ขณะที่มือถือเรือธง สเปคเครื่องอาจจะไม่จำเป็นต้องเลือกอะไรมาก เนื่องจากมีราคาแพงที่สุด จึงได้สเปคที่แรงที่สุดทุกๆ ชิ้นส่วนอยู่แล้ว) อย่างไรก็ตาม หากคุณยังคงชอบหรือเป็นสาวกตัวยงของ Apple และยังไงก็อยากที่จะใช้ iPhone แต่มีงบน้อย อาจจะเลือกซื้อ iPhone ที่ไม่ใช่รุ่นล่าสุดดู นั่นเพราะ เมื่อ iPhone รุ่นล่าสุดออกมา iPhone รุ่นก่อนหน้าก็จะมีราคาลดลงไปกว่าเดิมค่อนข้างมาก นี่ถือเป็นโอกาสที่จะสามารถซื้อได้

โทรศัพท์มือถือระดับราคากลางๆ ก็มีดี คุ้มค่ากับการใช้งานกว่า

เมื่อโทรศัพท์มือถือระดับเรือธงหรือตัวท็อปสุดของแบรนด์มีราคาสูงไป (บางคนเห็นว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องจ่ายเงิน 2-3 หมื่นบาท) มือถือระดับกลางที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android จึงเหมาะสมสำหรับคุณมากที่สุด ระดับราคาตั้งแต่ 1 หมื่น 5 พันบาท ลงมาจนถึง 6 พันบาท และด้วยการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดนี้ ทำให้ความสามารถของมือถือในระดับนี้มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แม้ว่าจะยังคงต่ำกว่ามือถือระดับเรือธงที่มีราคา 2 หมื่นบาทขึ้นไป แต่เมื่อใช้งานจริงๆ มือถือระดับกลางก็สามารถรองรับการใช้งานของคุณได้ทุกอย่างเป็นอย่างดี

ในการเลือกโทรศัพท์มือถือระดับกลางรุ่นไหนดีนั้น นอกจากแบรนด์ที่คุณชื่นชอบแล้ว การดูสเปคเครื่องก็สามารถเป็นตัวชี้วัดในการตัดสินค้าซื้อได้เป็นอย่างดี โดยดูจากพฤติกรรมการใช้งานเป็นหลัก นั่นคือ

  • หากคุณเป็นคนชอบถ่ายภาพหรือชอบเซลฟี่ คุณก็ควรเลือกโทรศัพท์มือถือที่มีกล้องความละเอียดสูงๆ เป็นหลัก ในปัจจุบันโทรศัพท์มือถือระดับกลางส่วนใหญ่ก็มีกล้องความละเอียดระดับ 10 ล้านพิกเซลขึ้นไปแทบทั้งหมดแล้ว แม้ไม่ใช่ระดับท็อปที่สุด แต่ก็เหลือเฟือสำหรับการใช้งานแทบทุกอย่างในชีวิตประจำวันแล้ว และควรเลือกรุ่นที่มีหน่วยความจำภายในเครื่องหรือ ROM ที่มีความจุมากไว้ก่อน เนื่องจากจะสามารถเก็บรูปภาพได้จำนวนมากกว่านั้นเอง

  • หากคุณเป็นคนชอบเล่นเกมบนมือถือหรือใช้แอปที่ต้องประมวลผลสูงๆ คุณก็ควรเลือกโทรศัพท์มือถือที่มีหน่วยความจำของระบบหรือ RAM สูงๆ ในปัจจุบันแรม 3-4 GB เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายทั่วไปในท้องตลาดแล้ว และก็ควรเลือกความเร็วในการประมวลผลหรือ CPU ที่แรงๆ ยิ่งมีความเร็วมากเท่าไรก็ยิ่งดีและควรมี Core หรือแกนสมองของ CPU 8 Core ขึ้นไป นอกจากนี้ก็ควรเลือกที่จอแสดงผลที่มีขนาดใหญ่ความคมชัดสูงๆ และควรเป็นจอที่ผลิตด้วยกระจกกันกระทบและกันรอยขีดข่วนหรือที่เรียกกว่า Gorilla Glass นั่นเอง หากชอบเล่นเกม 3 มิติบนมือถือ ก็ควรเลือกมือถือที่มีการ์ดกราฟฟิกดีๆ ซึ่งมันนี้มือถือระดับกลาง อาจเสียเปรียบมือถือระดับเรือธงอยู่พอสมควร

  • หากคุณเป็นคนชอบใช้โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook แอปแชทต่างๆ อย่าง Line หรือดูคลิปวิดีโอผ่าน Youtube อยู่บ่อยๆ คุณสามารถเลือกโทรศัพท์มือถือระดับราคากลางได้ทุกรุ่นในตลาด เนื่องจากการใช้งานโซเชียลหรือดูคลิปวิดีโอ Youtube นั้นถือเป็นพื้นฐานที่มือถือในระดับนี้ต้องทำงานได้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว ส่วนจะเลือกรุ่นไหนยี่ห้ออะไรก็แล้วแต่ความชอบและงบประมาณหรือเงินในกระเป๋าคุณแล้ว

อย่ามองข้ามโทรศัพท์มือถือระดับล่างในปัจจุบัน

โทรศัพท์มือถือระดับล่าง ที่มีราคาไม่กี่พันบาท แม้ว่าจะไม่เหมาะกับการใช้เล่นเกมก็จริง แต่หากเลือกดีๆ บางรุ่นของบางยี่ห้อ อาจจะมีสเปคและกล้องที่ดีกว่าที่คิด ดังนั้นหากคุณเป็นเพียงผู้ใช้ที่โทรเข้าโทรออก เล่น Line แชทคุยกับเพื่อน เล่น Facebook กดไลค์กดแชร์ และดู Youtube เป็นครั้งคราว หรือหากเล่นเกมก็เล่นเกมทั่วไปโดยแทบจะไม่ได้เล่นเกมมือถือ 3 มิติ ที่ต้องการการประมวลผลอะไรมาก การใช้โทรศัพท์มือถือระดับราคา 3-4 พันบาทก็อาจจะเพียงพอ

เลือกมือถือ ต้องดูที่แบตเตอรี่ด้วย

ก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือไม่ว่ารุ่นไหน ยี่ห้ออะไร ให้ดูความจุของแบตเตอรี่ของเครื่องด้วยว่ามากน้อยเพียงไร แม้ว่าปัจจุบันมือถือรุ่นใหม่แบตเตอรี่ที่ให้มาจะมีความจุค่อนข้างมากเพียงพออยู่แล้วเนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น แต่มือถือเรือธงหรือระดับกลางหลายๆ รุ่น แบตเตอรี่จะถูกประกอบเข้ากับตัวเครื่องโดยที่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้เหมือนแต่ก่อน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้นถ้าจุได้มากกว่าก็ยิ่งดี ตัวเลขที่เหมาะคือ ตั้งแต่ 2,500 mAH ขึ้นไป ซึ่งก็จะทำให้คุณสามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือแบบปกติทั่วไปได้ตลอดทั้งวัน แต่หากคุณเล่นเกมด้วยแล้ว แบตเตอรี่ของคุณจะยิ่งหมดเร็วมากขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ ก็ควรเลือกโทรศัพท์มือถือที่ให้แบตเตอรี่ที่จุไฟได้มากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม หากคุณเลือกมือถือที่มีความจุของแบตเตอรี่มากๆ แล้ว ก็ควรพิจารณาว่ารุ่นนั้นมีระบบ Quick Charge หรือระบบชาร์ทด่วน มาด้วยหรือไม่ เพราะหากไม่มีคุณต้องรอนานมากเพื่อรอให้แบตเตอรี่เต็มเพื่อนำไปใช้ ปัจจุบัน ระบบชาร์ทด่วน มักอยู่ในมือถือรุ่นที่เป็นระดับเรือธงของหลายยี่ห้อ ตัวอย่างเช่น Qualcomm Quick Charge 3.0 สามารถประจุไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่จะ 0 เปอร็เซ็นต์ ไปเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ ได้โดยใช้เวลาเพียง 35 นาที

สรุป

การที่จะเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นไหนนั้น ขึ้นกับหลากหลายปัจจัย นอกจากความชื่นชอบแบรนด์และเงินในกระเป๋าที่สามารถจ่ายได้แล้ว ความคุ้นเคยในการใช้งานและข้อดีของระบบปฏิบัติการแต่ละประเภทที่แตกต่างกัน (iOS, Android หรือ Windows) ก็สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจ โทรศัพท์มือถือระดับพรีเมี่ยมของแต่ละแบรนด์หรือที่เรียกกับว่า รุ่นเรือธง นั้น จะมีความสามารถและสเปคที่ส่วนที่เพียบพร้อมและไม่จำเป็นห่วงเรื่องประสิทธิภาพเท่าไรนักหากคุณมีงบประมาณพอที่จะซื้อ แต่หากคุณมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ หรือคุณเกิดคำถามในใจว่า ทำไมต้องจ่ายเงินหลายหมื่นบาทเพื่อซื้อโทรศัพท์มือถือระดับเรือธงเหล่านั้นด้วย คุณสามารถเลือกโทรศัพท์มือถือระดับกลาง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นระบบปฏิบัติการ Android แทนได้ โดยต้องดูสเปคในการเลือกซื้อเป็นหลัก แต่หากคุณเป็นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือแบบทั่วไป เช่น โทรเข้าโทรออก, เล่น Line แชทพูดคุย, เล่นโซเชียลมีเดีย Facebook กดไลค์กดแชร์, ดูคลิปวิดีโอ Youtube เป็นครั้งคราว เป็นต้น ไม่ได้เล่นเกมหนักๆ ถ่อยรูป หรือเซลฟี่ที่ต้องการภาพคมชัดมากๆ การเลือกโทรศัพท์มือถือระดับราคาไม่กี่พันบาทก็เหมาะสมกับการใช้งานแล้ว

โทรศัพท์มือถือรุ่นไหนดีหรือไม่ดี ดูยังไงให้ตรงกับความต้องการ