วิธีตั้งค่าประหยัดแบตเตอรี่มือถือ Android ให้ใช้งานได้ยาวนานข้ามวัน

ชีวิตประจำวันตอนนี้มือถือคือทุกอย่างเลย ตั้งแต่ตื่นมาเช็คงาน เปิดแมพหาทางไปประชุม สั่งข้าวกลางวัน ถ่ายรูปส่งลูกค้า ตกเย็นก็ยังต้องวิดีโอคอลต่อ แต่พอแบตเหลือ 20% ตอนบ่ายสาม ความเครียดมันมาทันที ต้องเริ่มมองหาปลั๊กตามร้านกาแฟ หรือแบกพาวเวอร์แบงค์หนักๆ ไว้ในกระเป๋าตลอด รู้สึกว่าเครื่องใหม่แค่ไหนก็เอาไม่อยู่ถ้าใช้แบบเดิมๆ

พอเริ่มลองเปลี่ยนวิธีคิดจากซื้อเครื่องแบตเยอะๆ มาเป็นการดูแลการตั้งค่าเล็กๆ แทน กลับเห็นผลชัดกว่าเยอะ ไม่ต้องเป็นสายเทคก็ทำได้ แค่เข้าใจว่าอะไรกินไฟมากที่สุด แล้วค่อยๆ ปรับให้เข้ากับการใช้ชีวิตจริงของเรา พอทำจนชินแล้วก็ไม่รู้สึกว่าต้องประหยัดอะไรเลย แต่แบตมันอยู่ได้นานขึ้นเองแบบไม่ต้องฝืน

วิธีตั้งค่าประหยัดแบตเตอรี่มือถือ Android ให้ใช้งานได้ยาวนานข้ามวัน

สิ่งแรกที่เปิดทุกเครื่องเลยคือ Adaptive Battery เพราะระบบมันเรียนรู้เองว่าแอปไหนเปิดบ่อย แอปไหนแทบไม่แตะ แล้วจะตัดการทำงานพื้นหลังให้อัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งไล่ปิดเองทุกวัน เข้าไปที่ตั้งค่า > แบตเตอรี่ > แบตเตอรี่แบบปรับอัตโนมัติ แล้วกดเปิดไว้ ส่วนเครื่อง Samsung จะอยู่ในตั้งค่า > แบตเตอรี่ > ขีดจำกัดการใช้งานพื้นหลัง พอเปิดแล้วรู้สึกว่าเครื่องไม่ร้อนง่าย แบตก็ลดช้าลงแบบเห็นได้ชัดตอนอยู่ข้างนอกทั้งวัน

เรื่องหน้าจอคือตัวกินแบตอันดับหนึ่งเลย ส่วนตัวไม่ใช้ความสว่างอัตโนมัติ เพราะเวลาเข้าอาคารหรือตอนกลางคืนเครื่องชอบดันแสงขึ้นสูงโดยไม่จำเป็น ปรับเองให้อยู่ประมาณ 30-40% ก็มองชัดพอแล้ว ถ้าเป็นจอ AMOLED ยิ่งได้เปรียบ เปิดโหมดมืดทั้งระบบแล้วใช้วอลเปเปอร์สีดำเรียบๆ พิกเซลสีดำมันไม่ต้องติดไฟ ช่วยยืดเวลาได้เยอะมาก เลิกใช้วอลเปเปอร์เคลื่อนไหวไปเลย สวยแป๊บเดียวแต่แบตไหลเป็นน้ำ

การเชื่อมต่อที่เปิดทิ้งไว้ก็สูบแบตเงียบๆ Bluetooth Wi-Fi GPS หรือแชร์ฮอตสปอต ถ้าไม่ได้ใช้ก็รูดแถบแจ้งเตือนลงมาปิดทันที โดยเฉพาะ GPS ที่แอปแผนที่หรือแอปส่งอาหารชอบเรียกใช้พื้นหลัง ปิดแล้วเครื่องเย็นลงเยอะ ตอนออกไปข้างนอกแล้วใช้เน็ตมือถืออย่างเดียวก็ปิด Wi-Fi ไปเลย ไม่ให้เครื่องคอยสแกนหาสัญญาณตลอดเวลา แค่นี้แบตก็อยู่ได้นานขึ้นโดยไม่ต้องทำอะไรซับซ้อน

อีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้คือเวลาหมดหน้าจอ ตั้งไว้ไม่เกิน 30 วินาทีถึง 1 นาทีพอ วางเครื่องแล้วลืมล็อกบ่อยๆ จอมันจะดับเองเร็ว ไม่เปลืองไฟโดยเปล่าประโยชน์ เข้าไปที่ตั้งค่า > จอแสดงผล > หมดเวลาหน้าจอ แล้วเลือกเวลาสั้นที่สุดที่ยังใช้งานสะดวก ส่วนตัวตั้ง 30 วินาที ใช้ไปสักพักก็ชินมือ แบตตอนเย็นยังเหลือพอกลับบ้านโดยไม่ต้องพกพาวเวอร์แบงค์หนักๆ

แอปที่อัปเดตเองกับซิงค์ข้อมูลตลอดเวลาก็ตัวดีเลย ปิดอัปเดตอัตโนมัติใน Play Store ให้เหลือแบบถามก่อนหรืออัปเดตตอนต่อ Wi-Fi ที่บ้านเท่านั้น แล้วก็เข้าไปที่การใช้ข้อมูล เลือกแอปที่ไม่จำเป็นแล้วจำกัดการใช้งานพื้นหลังไว้ พวกโซเชียลที่ไม่ได้เปิดบ่อยก็ปิดซิงค์อัตโนมัติของบัญชี Google ไว้ด้วย ทำแบบนี้เครื่องจะไม่ตื่นมาดาวน์โหลดอะไรตอนกลางดึก แบตตอนเช้าก็ยังเต็มเกือบเท่าเดิม

โหมดประหยัดพลังงานเปิดไว้ตั้งแต่แบตเหลือ 40% ก็ช่วยได้มาก เครื่องจะลดเอฟเฟกต์ ลดความเร็วบางอย่าง ปิดการทำงานพื้นหลังที่ไม่สำคัญ แต่ยังโทร แชท เปิดแมพได้ปกติ ถ้ารุ่นไหนมีโหมดประหยัดขั้นสูงก็ลองใช้ตอนเดินทางไกลๆ แล้วก็ไล่ปิดเสียงและการสั่นที่ไม่จำเป็น เสียงกดแป้นพิมพ์ เสียงล็อกหน้าจอ การสั่นตอนแตะ แค่ปิดพวกนี้ในตั้งค่า > เสียง ก็ลดการใช้มอเตอร์สั่นไปได้เยอะ แบตลดทีละนิดน้อยลงจริง

เรื่องแอปกับวิธีชาร์จก็สำคัญไม่แพ้กัน แอปไหนโหลดมาแล้วไม่ได้เปิดเลยเกินเดือนก็ลบออกไปเถอะ มันแอบรันพื้นหลังกินแบตตลอด ส่วนการชาร์จส่วนตัวจะเสียบตอนแบตเหลือประมาณ 30% แล้วถอดตอนประมาณ 80% ไม่ปล่อยให้เต็ม 100% ค้างคืนบ่อยๆ และไม่เล่นเกมหรือดูคลิปตอนเสียบสาย ใช้สายกับหัวชาร์จของแท้ที่แถมมากับเครื่อง ราคาไม่กี่ร้อยบาทแต่ช่วยไม่ให้เครื่องร้อน แบตไม่เสื่อมเร็ว พอทำครบทุกข้อแบบนี้ เครื่อง Android ราคาหมื่นต้นๆ ก็อยู่ได้ข้ามวันแบบสบายๆ ไม่ต้องวิ่งหาปลั๊ก

สรุป

  • เปิด Adaptive Battery ให้ระบบเรียนรู้และตัดแอปพื้นหลังที่ไม่ค่อยใช้
  • ปรับความสว่างเอง ใช้โหมดมืดและวอลเปเปอร์สีดำเรียบแทนภาพเคลื่อนไหว
  • ปิด Bluetooth Wi-Fi GPS และฮอตสปอตทันทีเมื่อไม่ได้ใช้งาน
  • ตั้งเวลาดับหน้าจอไว้ที่ 30 วินาทีถึง 1 นาที
  • ปิดอัปเดตอัตโนมัติ จำกัดข้อมูลพื้นหลังและปิดซิงค์บัญชีที่ไม่จำเป็น
  • เปิดโหมดประหยัดพลังงานตั้งแต่แบต 40% พร้อมปิดเสียงสั่นที่ไม่ใช้
  • ลบแอปที่ไม่ได้เปิดนานแล้วและชาร์จช่วง 30 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ด้วยสายแท้

No comments

No comments :

Post a Comment