วิธีเลือกซื้อลำโพงคอมพิวเตอร์ 2.1 เสียงเบสแน่น สำหรับดูหนังและฟังเพลง

หนังแอ็กชันที่ระเบิดตูมตาม เพลงที่เบสลงลึกจนรู้สึกถึงแรงสั่นในอก ถ้าลำโพงคอมที่ใช่อยู่ให้เสียงบางๆ แบนๆ ความสนุกมันหายไปเกินครึ่ง เวลานั่งดูซีรีส์ตอนกลางคืนแล้วเสียงปืนมันไม่กระแทก หรือฟังเพลงโปรดแล้วท่อนฮุกไม่มา ความรู้สึกมันเหมือนขาดอะไรสักอย่าง อัพเกรดลำโพงสักชุดเลยเหมือนปลดล็อกอารมณ์ใหม่ๆ ให้โต๊ะคอม จากเดิมที่เคยเปิดเบาๆ แค่พอได้ยิน เปลี่ยนเป็นอยากเปิดดังขึ้นเพราะอยากรู้สึกถึงแรงปะทะ อยากอินกับทุกฉากทุกบีท เหมือนยกโรงหนังกับเวทีคอนเสิร์ตเล็กๆ มาไว้ตรงหน้า

การเลือกให้ถูกตั้งแต่แรกช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลา ไม่ต้องซื้อแล้วเปลี่ยนบ่อยเพราะไม่จบ ลำโพง 2.1 ที่ออกแบบมาดีจะทำให้ห้องเล็กๆ ในคอนโดหรือบ้านรู้สึกเต็มขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะดูหนังคนเดียว เสพเพลงตอนทำงาน หรือเล่นเกมยาวๆ เสียงที่แน่นและมีมิติดีจะทำให้หยุดฟังนานขึ้นแบบไม่รู้ตัว และความต่างมันชัดมากตั้งแต่วินาทีแรกที่กดเล่น พอเจอตัวที่ใช่จะรู้เลยว่าเสียงดีมันเปลี่ยนมู้ดทั้งวันได้จริง

วิธีเลือกซื้อลำโพงคอมพิวเตอร์ 2.1 เสียงเบสแน่น สำหรับดูหนังและฟังเพลง


เวลาจะหาลำโพงคอมแบบ 2.1 ที่ให้เบสแน่นสำหรับดูหนังกับฟังเพลง มองว่าแบบที่มีซับแยกยังไงก็ชนะแบบ 2.0 ที่เป็นแค่ลำโพงสองตัว เพราะซับตัวใหญ่ที่วางใต้โต๊ะรับหน้าที่ดันความถี่ต่ำโดยเฉพาะ ทำให้ดาวเทียมบนโต๊ะเล็กลงได้โดยไม่เสียรายละเอียดกลางแหลม ความต่างที่รู้สึกได้ชัดคือ bass extension หรือความสามารถลงลึก ยิ่งดอกซับใหญ่ 6 ถึง 8 นิ้ว ยิ่งสร้างแรงสั่นได้ดี จากที่ลองฟังและดูกราฟทดสอบมา ย่าน sub-bass ตั้งแต่ 20 ถึง 60 Hz ไม่ได้ยินเป็นโน้ตชัดแต่รู้สึกเป็นแรงกระแทกหน้าอกตอนระเบิดในหนัง ส่วนย่าน bass 60 ถึง 250 Hz โดยเฉพาะช่วง 90 ถึง 200 Hz คือจังหวะกลองกับเบสกีตาร์ที่ทำให้เพลงมีชีวิต ถ้าซับเล็กเกินไปสองย่านนี้จะหายไป เหลือแค่เสียงตึบๆ ปลอมๆ

อีกเรื่องที่อยากบอกคืออย่าไปเชื่อตัวเลข frequency response ที่พิมพ์ข้างกล่องมากเกินไป เพราะแต่ละยี่ห้อวัดคนละวิธี บางเจ้าก็โม้เกินจริง อ่านรีวิวที่เขาทดสอบจริงหรือไปลองฟังด้วยหูตัวเองดีกว่า เวลาดูกราฟจะเห็นว่านอกจากเบสแล้ว ย่าน lower mid 250 ถึง 500 Hz ให้ความอุ่น ย่าน mid 500 Hz ถึง 2 kHz คือเสียงร้องกับกีตาร์ ย่าน upper mid 2 ถึง 4 kHz หูคนไวมาก ถ้าพุ่งจะฟังแล้วล้า ย่าน presence 4 ถึง 6 kHz ทำให้เสียงอยู่ใกล้หรือไกล และ brilliance 6 ถึง 20 kHz ให้ความใสของฉาบกับรายละเอียด ลำโพงที่ใช้ดอกเล็กมักทำเสียงต่ำสุดไม่ได้ เลยไปบูสต์ย่าน upper-bass ให้ดังขึ้น ฟังแรกๆ เหมือนเบสหนัก แต่ฟังนานจะล้าและบวม ถ้าอยากได้เบสที่ลึกและคุมได้ ต้องเลือกตู้ซับที่ดอกใหญ่และตู้เป็นไม้ MDF แบบที่ Philips รุ่นราคาประหยัดยังใช้ไม้เพื่อให้เสียงแน่น มี magnetic shielding กันสัญญาณกวน และไม่ใช่พลาสติกบางๆ ส่วนคนที่ชอบความเที่ยงตรงอาจมองพวก studio monitor อย่าง M-Audio AV40 ราคาประมาณ 7,200 บาท ตัวใหญ่กว่า 2.0 ทั่วไป ให้เบสพอใช้โดยไม่มีซับ แต่ถ้าจะเอาแรงสั่นจริงๆ ยังไงก็ต้องมีซับแยก และควรฟังให้เสียงกลางแหลมกับเบสสมดุลกัน ไม่ใช่เบสกลบทุกอย่าง

การใช้งานจริงในห้องพักหรือคอนโดในประเทศไทยก็สำคัญ ซับจะกินพื้นที่ใต้โต๊ะพอสมควร ต้องเผื่อที่วางด้วย ปุ่มปรับเสียงควรอยู่บนดาวเทียมหรือเป็นรีโมทแยก ไม่ใช่ด้านหลังซับที่ต้องก้มลงไปใต้โต๊ะทุกครั้ง บางรุ่นอย่าง Mackie มี control puck ให้หมุนเบสแยกได้ แม้จะรู้สึกว่าวัสดุไม่แพงเท่าไหร่ก็ยังสะดวกกว่า ส่วน Logitech Z407 ที่ราคาประมาณ 4,000 บาทให้ปุ่มหมุนไร้สายมาวางบนโต๊ะ หมุนเพิ่มลดเสียงได้ทันทีตอนดูหนัง ต่อได้ทั้งบลูทูธ 3.5 มม และ Micro USB แต่สายที่ให้มาสั้นไปหน่อย ถ้าจะวางดาวเทียมห่างกันต้องเผื่อจุดต่อเพิ่ม ช่องต่อก็ควรมีครบ ทั้ง 3.5 มม สำหรับคอม บลูทูธสำหรับมือถือ USB หรือ optical สำหรับทีวี จะได้สลับแหล่งเสียงง่าย ไม่ต้องถอดสายบ่อย

จากที่ตามดูรีวิวทั้งเว็บต่างประเทศและคลิปในยูทูบ มีตัวเลือกหลายระดับราคาให้เลือกตามงบ ถ้าอยากได้ชุดจบที่ปรับโทนได้ ชอบ Mackie CR3.5BT จับคู่กับซับ CR8SBT รวมประมาณ 11,900 บาท ดาวเทียมมีดอกลำโพง 3.5 นิ้วกับทวีตเตอร์ผ้าไหม 1.5 นิ้ว ปุ่มหมุนปรับจากเสียงแฟลตสำหรับทำงานไปเป็นโทนสนุกสำหรับหนังเพลงได้ทันที ซับ 8 นิ้วตัวใหญ่สั่นพื้นได้จริง แต่ถ้าไม่ใส่ซับเสียงจะแน่นแบบคุมโทน ไม่ได้กระแทกแรง ถ้างบกลางๆ Logitech Z407 กำลัง 80 วัตต์ ซับ 5 นิ้ว ให้เสียงดังเกินตัว ราคาประมาณ 4,000 บาท คุ้มสำหรับโต๊ะเล็ก ส่วนสายคลาสสิกที่คนพูดถึงบ่อยคือ Klipsch ProMedia 2.1 ราคาประมาณ 5,600 บาท ได้ THX กำลังข้างละ 35 วัตต์ เสียงกลางชัด เบสหนักพอดี แต่ปลายแหลมเกิน 10 kHz จะตกลงหน่อย กับ Logitech Z623 ราคาประมาณ 5,300 บาท เบสจะน้อยกว่า Klipsch นิดหน่อยแต่ปลายแหลมสดกว่า สำหรับคนที่ชอบเบสลงลึกมากๆ Corsair SP2500 ดอกซับ 8 นิ้วให้ sub-bass แรงมาก แต่กราฟทดสอบมีหลุมที่ 500 Hz กับ 3.5 kHz ทำให้บางเสียงร้องอาจจม ส่วน Creative Gigaworks T3 ให้เสียงค่อนข้างแฟลต เบสไม่ลึกเท่าแต่ฟังสบายจนถึงย่าน brilliance Rockus 3D 2.1 ดอก 6 นิ้ว ราคาประมาณ 9,000 บาทมี optical input กับรีโมทพ็อดปรับวอลลุ่ม แต่ไม่มีช่องหูฟัง โหมด music เสียงเรียบแต่เบสเบา พอกดโหมด 3D เบสกับกลางจะถูกดันขึ้นมาฟังสนุกขึ้น ถ้าชอบดีไซน์แปลกๆ Harman Kardon SoundSticks II ราคาประมาณ 6,100 บาทยังสวยอยู่แต่ไม่มีช่องต่อเพิ่ม ไม่มีปรับเบสแหลมแยก และไม่มีช่องหูฟัง Razer Mako ราคาประมาณ 10,800 บาทเบสหนักมาก มาพร้อม control pod แบบสัมผัสที่ใช้งานลื่นมือ ส่วนงบประหยัดสุด Creative Pebble Pro เสียงใสชัดต่อได้ทั้ง 3.5 มม บลูทูธ และ USB แต่เบสไม่กระแทก Creative GigaWorks T40 Series II แบบ 2.0 ราคาประมาณ 5,400 บาทให้เบสเกินตัวโดยไม่มีซับ มีช่องต่อหลายช่อง มีที่เสียบ dock iPod และปุ่มปรับเบสแหลมแยกบนตัว M-Audio AV40 นอกจากเสียงดีแล้วยังให้ช่องต่อถึงสามช่อง มีช่องหูฟังด้านหน้า และใช้สายลำโพงมาตรฐานถอดเปลี่ยนได้ Philips รุ่นตู้ไม้ 20 วัตต์ที่เห็นโปรลดเหลือประมาณ 1,000 บาทมี deep bass boost ต่อ 3.5 มม ได้ทุกอย่าง UIC 2103 ที่โฆษณา 50 วัตต์ตัวดำขอบเงินดูแข็งแรง และ Xtech Augury ที่เน้นดีไซน์กะทัดรัดเหมาะกับโต๊ะแคบ

เวลาซื้อจริงแนะนำให้เอาเพลงกับฉากหนังที่คุ้นเคยไปลองฟัง อย่าดูแค่สเปก เพราะลำโพงเป็นของที่ลดราคาบ่อยในประเทศไทย เดินดูหลายร้านหรือดูโปรออนไลน์จะได้ราคาดีกว่าป้าย เรื่องหน้าตาก็สำคัญเพราะต้องมองทุกวัน วัสดุเงาๆ อาจดูสวยตอนแรกแต่เก็บฝุ่นและเป็นรอยง่าย เลือกแบบที่อยู่ได้นานไม่เบื่อ การวางก็มีผล วางซับบนพื้นแข็งห่างผนังประมาณ 15 ถึง 30 ซม จะลดเสียงบวม วางดาวเทียมระดับหูห่างกันประมาณเมตรนิดๆ เอียงเข้าหาที่นั่ง จะได้มิติเสียงเวลาดูหนัง ถ้าทำตามนี้ไม่ว่าจะเลือกรุ่นไหนจากที่ว่ามา เบสจะแน่น ฟังเพลงสนุก ดูหนังก็ได้แรงปะทะแบบไม่ต้องเร่งเสียงจนรบกวนห้องข้างๆ

สรุป

วิธีเลือกซื้อลำโพงคอมพิวเตอร์ 2.1 ให้เบสแน่น เหมาะกับดูหนังและฟังเพลง เริ่มจากการเข้าใจโครงสร้างก่อน แล้วค่อยดูรายละเอียดที่ส่งผลต่อเสียงจริง

ทำไมต้อง 2.1

  • ระบบ 2.1 มีลำโพงดาวเทียมสองตัวสำหรับเสียงกลางแหลม และซับวูฟเฟอร์แยกสำหรับความถี่ต่ำ การแยกหน้าที่ทำให้ซับวูฟเฟอร์สร้างเสียงต่ำได้ลึกกว่าและมีพลังมากกว่าแบบ 2.0 ที่ไม่มีซับ
  • ประโยชน์หลักคือ bass extension หรือความสามารถในการลงลึกถึงย่านต่ำ ยิ่งดอกวูฟเฟอร์ใหญ่ ยิ่งให้แรงสั่นสะเทือนมากขึ้น

ย่านความถี่ที่เกี่ยวกับเบส

  • sub-bass 20 ถึง 60 Hz เป็นแรงสั่นที่รู้สึกมากกว่าฟัง ให้ความรู้สึกทรงพลังของระเบิดหรือกลองใหญ่
  • bass 60 ถึง 250 Hz เป็นจังหวะเบสที่ได้ยินชัด โดยเฉพาะ 90 ถึง 200 Hz

ลำโพงที่เน้นเบสสำหรับหนังควรทำได้ดีทั้งสองย่านนี้ ไม่ใช่แค่บูสต์ย่าน upper-bass ให้ดังตึบๆ เพราะจะทำให้ฟังนานแล้วล้า

สิ่งที่ควรดูเวลาเลือก

  • ขนาดดอกซับ 6 ถึง 8 นิ้ว ให้แรงสั่นลึกจริง ตัวอย่าง Corsair SP2500 ใช้ดอก 8 นิ้วและให้ sub-bass แรง
  • กำลังขับรวม 70 ถึง 200 วัตต์ เพียงพอสำหรับห้องคอนโดหรือห้องนั่งเล่นขนาด 15 ถึง 25 ตรม ในประเทศไทย
  • ตู้ซับทำจากไม้ MDF ช่วยลดเสียงก้องและให้เบสแน่นกว่า พลาสติก โพสต์ขายในโซเชียลมักเน้น wooden subwoofer พร้อม deep bass boost
  • อย่าเชื่อตัวเลข frequency response จากผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว เพราะไม่มีมาตรฐานการวัด ควรอ่านรีวิวที่ทดสอบจริงหรือฟังด้วยหู
  • ปุ่มปรับเสียงควรอยู่บนดาวเทียม รีโมท หรือ control pod ไม่ใช่ด้านหลังซับที่วางใต้โต๊ะ เพื่อปรับเบสได้สะดวกขณะดูหนัง
  • ช่องต่อหลากหลาย 3.5 มม บลูทูธ USB หรือ optical ทำให้ต่อได้ทั้งคอมพิวเตอร์ ทีวี และมือถือ

ตัวอย่างรุ่นที่ถูกพูดถึงบ่อยในรีวิว

  • Mackie CR3.5BT + CR8SBT ถูกยกเป็นชุด 2.1 ที่ดีที่สุดโดยรวม ดาวเทียมราคาประมาณ 4,700 บาท ซับ 8 นิ้วเพิ่มอีกประมาณ 7,200 บาท รวมราว 11,900 บาท ให้เบสที่ปรับโทนได้และทรงพลังระดับสั่นห้อง
  • Logitech Z407 รุ่นกลาง ราคาประมาณ 4,000 บาท กำลัง 80 วัตต์ ซับ 5 นิ้ว มีปุ่มหมุนไร้สายควบคุมเสียง ต่อได้ทั้งบลูทูธ 3.5 มม และ USB เหมาะกับโต๊ะทำงานขนาดเล็ก
  • Klipsch ProMedia 2.1 ได้รับ THX ราคาประมาณ 5,600 บาท ให้เสียงกลางชัด เบสหนักพอสำหรับหนังแอ็กชัน
  • Logitech Z623 THX เช่นกัน ราคาประมาณ 5,300 บาท เป็นตัวเลือกยอดนิยมที่หาซื้อง่าย

การจัดวางในห้องแบบไทย

  • วางซับวูฟเฟอร์บนพื้นแข็ง ไม่ใช่พรมหนา เพื่อให้แรงสั่นส่งถึงพื้นได้ดี ระยะห่างจากผนังประมาณ 15 ถึง 30 ซม ลดเสียงบวม ดาวเทียมควรวางระดับหู ห่างกันประมาณ 1 ถึง 1.2 เมตร ทำมุมเข้าหาตำแหน่งนั่งดูหนัง การจัดแบบนี้ช่วยให้เบสแน่นโดยไม่ต้องเร่งวอลลุ่มจนรบกวนเพื่อนบ้านในอาคารชุด

No comments

No comments :

Post a Comment