iPad Air M4 (2026) ดีและคุ้มค่าที่สุดในตอนนี้ โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังหา iPad เครื่องแรกหรืออัปเกรดจาก M1/M2 เพราะได้ชิปแรงระดับ Pro ในราคาเริ่มต้นเท่าเดิม (21,900 บาท) แต่มีข้อควรพิจารณาคือหน้าจอที่ยังเป็น 60Hz และดีไซน์ที่ไม่เปลี่ยนจากปีก่อน
จุดเด่นของ iPad Air M4 (2026) ที่ทำให้น่าซื้อ
- ชิป M4 แรงเกินชื่อ Air: เร็วกว่ารุ่น M3 เดิม 30% และแรงกว่า M1 ถึง 23 เท่า เพียงพอสำหรับตัดต่อวิดีโอ 4K ทำงานกราฟิกหนักๆ และรัน AI บนเครื่องได้ลื่นไหล
- RAM 12GB ทุกโมเดล: อัปเกรดจาก 8GB เป็น 12GB เท่ากันทุกความจุ ช่วยให้เปิดหลายแอปพร้อมกันและทำงานหนักๆ ได้โดยไม่อืด
- เชื่อมต่อทันสมัย: เป็น iPad รุ่นแรกที่ได้ชิป N1 รองรับ Wi-Fi 7 และโมเด็ม C1X (ในรุ่น 5G) ทำให้เชื่อมต่อเร็วและเสถียรขึ้นมาก
- ราคาคุ้มค่า: ราคาเริ่ม 21900 บาท (11 นิ้ว) และ 28900 บาท (13 นิ้ว) เท่ากับรุ่นก่อน แต่ได้สเปกที่คุ้มกว่ามาก
.webp)
ข้อสังเกตของ iPad Air M4 (2026) ที่ต้องรู้ก่อนซื้อ
- หน้าจอยัง 60Hz: ยังไม่ได้จอ ProMotion 120Hz แบบ iPad Pro อาจรู้สึกแตกต่างถ้าคุณเคยใช้จอ 120Hz มาก่อน
- ดีไซน์เดิม: ตัวเครื่องบางและเบาเหมือนรุ่น M3 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงภายนอก
- ลำโพงสเตอริโอ: ยังเป็นลำโพงแนวนอน 2 ตัว (ไม่ใช่ 4 ตัวแบบ Pro) เสียงดีแต่ไม่เท่ารุ่นท็อป
ความแรงที่รู้สึกได้ทันที
เปิดเครื่องมาสิ่งที่สัมผัสได้ชัดที่สุดคือความลื่นไหล ชิป M4 ในรุ่นปี 2026 นี่มันเร็วเกินคำว่า Air ไปมาก ถ้าใครเคยใช้ M3 อยู่แล้วอาจจะรู้สึกว่าแอปเปิดเร็วขึ้นนิดหน่อย แต่ถ้าลองมาตัดต่อวิดีโอ 4K หรือเรนเดอร์ไฟล์กราฟิกหนักๆ จะเห็นความต่างชัดเจน M4 ทำงานเสร็จเร็วกว่าประมาณ 30% แถมยังจัดการความร้อนได้ดีกว่า เครื่องไม่อุ่นง่ายๆ แม้จะใช้งานหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง
จุดที่ผมชอบที่สุดคือ RAM ที่ให้มา 12GB เท่ากันทุกโมเดล ไม่ต้องมาเลือกว่าจะจ่ายเพิ่มเพื่อเอา RAM มากขึ้นเหมือนรุ่นก่อน เปิดแอปค้างไว้สิบกว่าแอปก็ยังสลับไปมาได้โดยไม่โหลดใหม่ ใครสายมัลติทาสก์กิ้งหรือชอบเปิด Safari ค้างไว้หลายแท็บจะรู้สึกถึงความแตกต่างนี้ทันที
จอและดีไซน์ที่เหมือนเดิมจนงง
พูดตามตรงถ้าเอาสองเครื่องมาวางคู่กันโดยปิดหน้าจอ ผมเองยังแยกไม่ออกว่าเครื่องไหนเป็นรุ่นไหน Apple เลือกที่จะไม่เปลี่ยนดีไซน์เลย ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เพราะตัวเครื่องบางและเบาอยู่แล้ว ถือใช้งานนานๆ ไม่เมื่อยมือ
แต่สิ่งที่คนใช้ M3 อยู่แล้วอาจจะรู้สึกเสียดายคือหน้าจอยังคงเป็น 60Hz เหมือนเดิม ไม่ได้ขยับไป 120Hz แบบที่หลายคนหวัง ถ้าใครชินกับจอ ProMotion จาก iPad Pro หรือ iPhone Pro มาแล้ว การเลื่อนหน้าจอใน M4 อาจจะรู้สึกหน่วงๆ นิดๆ แต่ถ้าไม่เคยใช้จอ 120Hz มาก่อนก็ไม่มีปัญหาอะไร จอสวย สว่างเพียงพอ ใช้งานกลางแจ้งได้สบาย
การเชื่อมต่อที่ทันอนาคต
เรื่องนี้แหละที่ M4 กินขาด ชิป N1 ที่ใส่มาใหม่ทำให้รองรับ Wi-Fi 7 เรียบร้อย ถ้าที่บ้านเราใช้เราเตอร์รุ่นใหม่ๆ อยู่แล้ว จะเห็นความเร็วในการโหลดไฟล์ใหญ่ๆ หรือสตรีมวิดีโอความละเอียดสูงที่เสถียรขึ้นมาก ส่วนรุ่น Cellular ก็ได้โมเด็ม C1X ตัวใหม่ที่รับสัญญาณได้ดีขึ้นและประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น
ถ้าใครยังใช้ Wi-Fi 6 หรือเก่ากว่าอยู่ อาจจะไม่เห็นความต่างทันที แต่คิดซะว่าซื้อทิ้งไว้สำหรับอนาคต อีก 2-3 ปีข้างหน้าพออุปกรณ์รอบตัวรองรับ Wi-Fi 7 กันหมด เครื่องนี้ก็ยังใช้งานได้ดีไม่ตกยุค
แบตเตอรี่และการใช้งานจริง
ความอึดของแบตเตอรี่ถือว่าทำได้ดีกว่ารุ่นก่อนเล็กน้อย ใช้ทำงานทั่วไปอย่างพิมพ์เอกสาร ดูวิดีโอ เล่นโซเชียล ได้ทั้งวันสบายๆ ประมาณ 10-11 ชั่วโมง แต่ถ้าใช้งานหนักอย่างตัดต่อวิดีโอหรือเล่นเกมกราฟิกสูงๆ จะอยู่ได้ประมาณ 6-7 ชั่วโมง ซึ่งก็ถือว่าโอเคสำหรับเครื่องบางขนาดนี้
การชาร์จยังรองรับ 20W เหมือนเดิม ไม่เร็วไม่ช้า ชาร์จจาก 0 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ใครที่หวังว่าจะได้ชาร์จเร็วแบบ iPad Pro อาจจะต้องผิดหวัง แต่ในแง่การใช้งานจริงก็เพียงพอสำหรับชาร์จตอนเช้าก่อนออกไปทำงาน
แล้วคุ้มไหมที่จะอัปเกรด
ถ้าคุณยังใช้ iPad Air M1 หรือรุ่นเก่ากว่าอยู่ บอกเลยว่าคุ้มมาก ได้ความแรงที่เพิ่มขึ้นแบบเห็นได้ชัด RAM ที่มากขึ้น และการเชื่อมต่อที่ทันอนาคต ใช้งานยาวๆ อีก 4-5 ปีสบายๆ
แต่ถ้าคุณเพิ่งซื้อ iPad Air M3 ไปเมื่อปีที่แล้วและใช้งานทั่วไปอย่างดูซีรีส์ พิมพ์งาน เล่นโซเชียล อยู่แล้ว การอัปเกรดอาจจะไม่คุ้มเท่าไหร่ เพราะความต่างในชีวิตประจำวันไม่มากนัก ยกเสียแต่คุณเป็นคนที่ทำงานตัดต่อวิดีโอหรือกราฟิกหนักๆ จริงๆ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น 30% อาจจะช่วยประหยัดเวลาในการทำงานได้มากพอที่จะ justifY การจ่ายเพิ่ม
สำหรับคนที่กำลังจะซื้อ iPad เครื่องแรกและลังเลระหว่างสองรุ่นนี้ ถ้าราคาต่างกันไม่มาก ผมแนะนำให้เลือก M4 ไปเลย คุ้มกว่าในระยะยาว แต่ถ้า M3 ลดราคาจนต่างจาก M4 เกิน 5,000 บาท M3 ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีและใช้งานได้ดีมากอยู่